คำทักทาย

ขอบคุณที่แวะมาเติมเต็มสิ่งดีๆให้กันและกันครับ ^_^

16 กรกฎาคม 2555

เลือกสิ่งดีๆให้ชีวิต ตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณตื่น



                เมื่อเช้านี้ ช่วงที่มีเวลาส่วนตัวประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนออกไปทำงาน ผมเปิดเฟสบุ๊คส่องความเป็นไปของเพื่อน(ร่วมโลก)  แล้วก็ไปสะดุดตากับภาพข้างบนที่มีสมาชิกชาวเฟสโพสไว้ตั้งแต่เมื่อคืน พร้อมคำบรรยายว่า

Life is a choice not a chance - ชีวิตคือทางเลือกนะครับ

พรุ่งนี้ตื่นมาเลือกนะครับว่าจะใช้ชีวิตอย่างสดใสหรือว่าซึมเศร้า ^__^

// ติงนัง


            ผมชอบใจทั้งภาพและแง่คิดที่ผู้โพสให้ไว้ จึงแชร์ภาพนี้ไว้บนไทม์ไลน์ ( รอให้เพื่อนๆมากด Like ^^ ) เหมือนกับที่เคยแชร์ภาพที่มีความหมายดีๆไว้เป็นประจำ

           แต่ภาพนี้ยังติดตาติดใจผมอยู่ จนต้องกลับมาหยิบมันขึ้นกล่าวถึงในบล็อกนี้อีกครั้ง

           คุณเคยสังเกตตัวเองไหมครับว่า ในทุกๆเช้าที่คุณตื่นขึ้นมา สมองของคุณที่ว่างเปล่าจากการหลับใหลมาตลอดคืน จะถูกแทนที่ด้วยความคิดและความรู้สึกอย่างหนึ่งอย่างใดที่แว่บเข้ามาภายในไม่กี่วินาที หรืออาจจะตั้งแต่วินาทีแรกโดยไม่ยอมให้คุณทันตั้งตัวด้วยซ้ำ

          มันอาจจะเป็นความคิดจากเรื่องราวเก่าๆเมื่อวันวาน ภาพความฝันเมื่อคืน หรือแม้แต่อารมณ์ความรู้สึกที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่สดๆร้อนๆเมื่อคุณลืมตาตื่น ไม่ว่าจะมีเหตุผลรองรับหรือไม่ก็ตาม

        ถ้าคุณสังเกตตัวเองต่อไป คุณจะพบว่า ความคิด ความรู้สึก หรืออารมณ์แรกที่เกิดกับคุณในตอนเช้านั้น มีผลต่อการดำเนินชีวิตตลอดทั้งวันนั้นไม่น้อยเลย

        ถ้าคุณตื่นมาด้วยอารมณ์อมทุกข์ เศร้า และความคิดที่อิดโรย วันนั้นทั้งวันชีวิตคุณก็จะห่อเหี่ยวเหมือนดอกไม้ในแจกันที่ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง

        ถ้าคุณตื่นมาด้วยความคิดในเชิงบวก มองโลกในเช้าวันใหม่ด้วยสายตาที่ฉายแววแห่งความหวังและกำลังใจ  เชื่อเถอะว่า วันนั้นคุณจะได้พบเจอเรื่องราวดีๆ เหมือนกับมุมมองแรกในวันนั้นของคณนั่นแหล่ะ และหากถึงแม้ว่าอาจจะมีเรื่องแย่ๆบางเรื่องหรือคนงี่เง่าบางคนเล็ดลอดเข้ามาในชีวิตคุณบ้าง คุณก็จะก้าวผ่านมันไปได้ไม่ยาก

       แต่ถ้าเช้านี้คุณมีหลากหลายอารมณ์ เช่น ตอนตื่นมาก็ยังดีๆอยู่ แต่ดันมีอะไรบางอย่างมาทำให้หงุดหงิด เบื่อหน่าย หรือสะเทือนอารมณ์ แล้วคุณก็ดันไปยึดติดกับอารมณ์อันหลังนี้ มันก็จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตวันนั้นของคุณเช่นกัน

       อันนี้ผมไม่ได้นั่งเทียนเขียนเองนะครับ มันเป็นหลักการทางจิตวิทยา ว่าด้วยเรื่องจิตใต้สำนึกที่ผมพอจะเคยได้เรียนรู้มาบ้าง และคิดว่าหลายท่านก็คงเคยศึกษามาเช่นกัน ทั้งจากหลักสูตรอบรม หรือหนังสือแนวนี้ที่หาอ่านได้่ง่ายในปัจจุบัน

       ว่ากันว่า จิตใต้สำนึกที่เรารู้กันว่า คือ ความคิดและจิตใจที่ซ่อนอยู่ในเบื้องลึก อยู่นอกการบังคับบัญชาของสติสัมปชัญญะ และเรายังทราบกันอีกว่า จิตใต้สำนึกนั้นมีพลังขับเคลื่อนชีวิตของเราให้ไปในทิศทางทั้งดีและเลวได้มากกว่าจิตสำนึกของเราเสียอีก

       แล้วคุณอาจจะทราบต่อไปอีกว่า แท้จริงแล้วจิตใต้สำนึกไม่ด้เกิดขึ้นมาลอยๆ แม้เราอาจจะควบคุมมันด้วยสติสัมปชัญญะไม่ได้ แต่เราสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ ก่อนจะปล่อยให้มันทำหน้าที่ขับเคลื่อนไปตามธรรมชาติของมัน

      และวัตถุดิบสำคัญอย่างหนึ่งที่จะใช้ในการสร้างและพัฒนาไปเป็นจิตใต้สำนึกนั้น คือ ความคิดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญสองช่วงเวลา คือ ช่วงก่อนนอน และหลังตื่นนอน
  
      ในสองช่วงเวลาดังกล่าว ถ้าคุณสะสมความคิด ความรู้สึกอย่างหนึ่งอย่างใดไว้ มันก็จะกลายเป็นเหมือนการฝังไมโครชิพไว้ในจิตใจของคุณ และไมโครชิพที่ว่าเนี่ยมันจะประมวลผลเป็นพลังงานขับเคลื่อนชีวิตคุณไปในทิศทางเดียวกับความคิดที่คุณฝังไว้

    ดังนั้น หากคุณต้องการให้ชีวิตคุณในแต่ละวันขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดี จุดเริ่มต้นก็อยู่ที่ความคิด อารมณ์และจิตใจในแว่บแรกตั้งแต่คุณตื่นนอน ถ้าคุณสามารถสร้างความคิดดีๆ อารมณ์ในเชิงบวกได้ในทุกๆเช้า และสะสมมันไว้ ก็เท่ากับว่า คุณได้เลือกวัตุดิบที่ดีให้ชีวิตคุณแล้ว 

26 มิถุนายน 2555

ร่วมไว้อาลัย "หวังเต๊ะ" พ่อครูลำตัดผู้จัดเจน.....

ที่จริงวันนี้มีเรื่องให้เขียนอยู่สองเรื่องใหญ่ๆ คือ เนื่องในวันนี้เป็นวันรำลึกบรมครูกลอนสุนทรภู่ กวีเอกของโลกและเป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลกด้วย แต่เห็นว่าเรื่องราวเหล่านี้ได้รับการนำเสนออย่างแพร่หลายมาเป็นประจำทุกปี และพอดีเมื่อเช้าผมได้ข่าวการเสียชีวิตของ "หวังเต๊ะ" ลำตัดชื่อดัง จึงตกลงใจเขียนบทความไว้อาลัยแก่ท่านแทน


ข่าวการเสียชีวิตของนายหวังดี นิมา หรือ "หวังเต๊ะ" เมื่อ 03.00 ของวันนี้ แม้จะไม่ใช่ข่าวใหญ่ครึกโครม แต่ก็ได้รับความสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกับคนรุ่นคุณลุงคุณป้าที่คงร้จักคุ้นคยกับศิลปินแห่งชาติท่านนี้ดี

ผมเองก็ทันได้เคยสัมผัสกับฝีมือการร้องเล่นลำตัดของ "หวังเต๊ะ" อยู่ในตอนเด็ก พ่อผมแกมีเทปคลาสเซทบันทึกการแสดงลำตัดอยู่หลายม้วน และแกก็ชอบเปิดฟังในยามว่าง ซึ่งก็แน่นอนว่า ผมได้มีโอกาสซึมซับมนต์เสน่ห์เฉพาะตัวของเพลงพื้นบ้านเหล่านั้นจากเทปคลาสเซทเหล่านั้นเอง



จำได้ว่า ถ้าเป็นลำตัดชื่อดังในตอนนั้น ฝ่ายชายก็หนีไม่พ้น "หวังเต๊ะ" และก็มีฝ่ายหญิงคือ แม่ประยูร ถ้าสองท่านนี้มาประชันกันเวทีไหนละก็สนุกอย่าบอกใครทีเดียว ทุกวันนี้หากใครมีโอกาสลองหาชมดู จะพบว่าการแสดงของศิลปินเหล่านั้นยังคงเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้อยู่เสมอ

สิ่งหนึ่งที่ผมทึ่งคือ  ตอนแรกผมเข้าใจว่า ศิลปินที่มีความสามารถด้านเพลงพื้นบ้านลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะมีกำเนิดเป็นในเมืองที่เรียกว่า ถิ่นกำเนิดศิลปินลูกทุ่ง เช่น สุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง เป็นต้น แต่ "หวังเต๊ะ" มีถิ่นกำเนิดที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นปริมณฑลชานกรุงนี่เอง

และที่พิศวงมากไปกว่านั้น คือ "หวังเต๊ะ" เป็นมุสลิม ซึ่งปกติผมเคยเห็นศิลปินชาวมุสลิมโดดเด่นในการขับร้องเพลงแนวที่เน้นลูกคอลูกเอื้อน ( ซึ่งเข้าใจว่า มีพื้นฐานมาจากบทสวดในศาสนา) เช่น เพลงลูกท่ง เพื่อชีวิต แต่ "หวังเต๊ะ" กลับเป็นศิลปินที่โดดเด่นในการแสดงเพลงพื้นพื้นบ้าน ซึ่งในสมัยก่อนก็ละเล่นกันตามงานบ้านงานวัด นับว่าเป็นประจักษ์พยานอย่างหนึ่งว่า ศิลปะการแสดงเป็นศาสตร์ที่หลอมรวมทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติศาสนาให้มาดื่มด่ำความบันเทิงร่วมกันได้

"หวังเต๊ะ"มุ่งมั่นสร้างความบันเทิง ดำรงความงดงามของศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้านมากว่า 40 ปี รางวัล "ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประเภทเพลงพื้นบ้าน" ที่ท่านได้รับใน พ.ศ.251 คงเป็นเครื่องยืนยันความสามารถและความรักในความเป็นไทยขอท่านได้ดี

น่าเสียดายนักที่สังขารของพ่อเพลงชื่อดังต้องถูกบั่นทอนด้วยโรคมะเร็งตับ ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2554 จนกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่อเวลา 03.00 ที่ผ่านมา



นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2468 ที่โลกได้ต้อนรับทารกน้อยที่เกิดมาเพื่อจะเป็นศิลปินเอกด้านการแสดงเพลงพื้นบ้าน จนกระทั่งเวลาตีสามของวันที่ 26 มิถุนายน 2555 เป็นเวลา 84 ปี ที่หวังเต๊ะได้ดำรงชีวิตอยู่เพื่อสร้างความสุขให้คนไทย และคนทั้งโลก--หากพวกเขาสามารถเข้าใจภาษาเราได้ นับว่าหนึ่งชีวิตของท่านไม่ว่างเปล่า ความรัก ความผูกพันในสิ่งที่ท่านทำอยู่คือสิ่งที่เติมเต็มชีวิตของพ่อเพลงผู้นี้

บัดนี้ท่านจากไปแล้ว คงเหลือไว้เพียงความทรงจำ และผลงานเท่าที่คนรุ่นหลังพอจะรวบรวมได้ เพื่อจะอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าไว้เป็นมรดกแห่งความภาคภูมิใจต่อไป

ขอร่วมไว้อาลัยแด่ท่าน "หวังเต๊ะ"

20 มิถุนายน 2555

" ขุนศึก " ภาพสะท้อนระบบราชการไทย



"สวัสดีครับ....."
ก่อนอื่นขอทักทายกันก่อนนิดนึง ในฐานที่เว้นระยะการเขียนบล็อกนี้ไปเกือบสี่เดือน


ก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกออนไลน์นี้อยู่ เพียงแต่ว่า ด้วยงานประจำและภาระหน้าที่บางอย่างดึงเอาพลังความคิดและจิตใจเอาไป จนเหลือน้อยเกินกว่าที่จะมาสร้างสรรค์บทความที่ช่วยจรรโลงใจผู้อ่าน ตามความตั้งใจตั้งแต่เริ่มเขียนบล็อกนี้ได้


จนกระทั่งช่วงเดือนนี้ พอได้หายใจหายคอสะดวกขึ้นบ้าง เลยกลับมาร่วมเติมเต็มช่องว่างในชีวิตและจิตใจไปด้วยกันกับผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่านอีกครั้ง


ช่วงนี้ผมติดละครอยุ่เรื่องหนึ่ง และคิดว่าหลายคนคงติดเหมือนกัน คือ "ขุนศึก" ที่อกอากาศทางช่อง 3 ทุกวันจันทร์-อังคาร ซึ่งใกล้จะถึงตอนอวสานในสัปดาห์หน้านี้แล้ว





ผมไม่ค่อยมีโอกาสดูทางทีวีในเวลาออกอากาศปกติเท่าไหร่นักหรอกครับ ก็อาศัยดูออนไลน์ย้อนหลังทาง youtube ที่เพื่อนสมาชิกผู้ใจดีอัพโหลดขึ้นแชร์ความสุขความบันเทิงกัน


ที่จริงตั้งแต่ที่เห็นตัวอย่างหนังก่อนออกอากาศ ผมก็รู้สึกว่า เป็นละครที่น่าดู และคงจะสนุกไม่น้อย เพราะผมเองก็เคยอ่านเรื่องนี้ที่เป็นนวนิยายผลงานของ "ไม้ เมืองเดิม"มาตั้งแต่ตอนเรียน ม.ต้น ( จำได้ว่าช่วงนั้นจะหลงใหลกลิ่นไอลูกทุ่งในนวนิยายจากปลายปากกาของท่านผู้นี้ไม่น้อย )


           


แต่ตอนนั้นดูเหมือนจะอ่านไม่จบ เพราะเป็นนวนิยายที่ยาวมากกว่าเรื่องอืนๆของผู้ประพันธ์ท่านเดียวกัน ยาวชนิดที่ว่า "ไม้ เมืองเดิม" เสียชีวิตก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้จบ จน "สุมทุม บุญเกื้อ"ต้องมารับช่วงแต่งต่อให้จนจบ


ดังนั้น ผมจึงตั้งใจไว้ในตอนนั้นว่า จะติดตามชมละครเรื่องนี้ให้ได้


แต่ก็ได้ชมที่ออกอากาศตอนแรกเมือต้นเดือนพฤษภาคม แล้วก็ไม่มีได้ติดตามต่อ จนกระทั่งช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงได้เปิดดูย้อนหลัง ชนิดที่ว่าจะเก็บรายละเอียดทุกตอน ทุก EP เลยทีเดียว


และก็ไม่ผิดหวังจริงๆครับ ได้ชมละครเรื่องนี้แล้ว ได้อารมณ์แบบเดียวกับตอนนั่งดูภาพยนตร์ "ตำนานสมเด็จพระนเรศวร" ในโรงภาพยนตร์เลยทีเดียว  เลือดรักชาติสูบฉีด สำนึกรักความเป็นไทยเอ่อล้นขึ้นมาถึงคอหอย ก็ด้วยอิทธิพลจากเนื้อเรื่อง ฉาก สำนวนการเจรจาของตัวละคร รวมไปถึงรายละเอียดต่างๆที่ คงต้องขอกด LIKE ให้ผู้จัดและนักแสดงทุกคนเลยแหล่ะครับ ^^


ไม่ใช่แค่ความบันเทิงเท่านั้น หากดูไปคิดตามไป    "ขุนศึก" ยังสะท้อนให้เห็นภาพหลายอย่างในสังคมไทยที่ยังมีอยู่จากอดีตถึงปัจจุบัน


หนึ่งในนั้น คือ ความไม่เอาไหนของระบบราชการไทย.....


เราจะเห็นได้ว่า ลำพังคนเก่ง คนดี มีฝีมือ ใช่จะเอาตัวรอด หรือได้ดิบได้ดี มีความเจริญก้าวหน้าในราชการไทยเสมอไป บางครั้งโชคไม่เข้าข้าง กลับต้องประสบเคราะห์กรรมจนแทบเอาตัวไม่รอดเสียอีก


ในขณะที่คนบางกลุ่ม ความรู้ความสามารถก็ไม่ค่อยมี ความดียิ่งแทบจะไม่ปรากฎ แต่ด้วยอาศัยการตีหลายหน้า ประจบสอพลอ ใช้วิธีสกปรกในการไต่เต้าหาความชอบใส่ตัว กลับสามารถลอยหน้าลอยตาอย่ได้ บางทีได้ดีกว่าคนใสซื่อมือสะอาดเสียอีก


ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ด้วยเหตุผลที่ทราบกันดีอยู่ว่า นอกจากเสียที่"ระบบ"แล้ว  "คน"ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่บางท่านที่วางตัวไม่น่าเลื่อมใสเท่าไหร่ ยกตัวอย่างในเรื่องขุนศึกก็เช่น ขุนรามเดชะ ( พ่อของนางเอก ที่แสดงโดยคุณนิรุตติ์ ศิริจรรยา )





ขุนรามเดชะ ตามที่ปรากฎในเนื้อเรื่อง เป็นตัวอย่างของคนที่ทำให้ระบบ "อุปถัมภ์" และระบบ "ฝาก-ฝัง" ยังคงไม่หมดจากระบบราชการไทยเสียที


ความลำเอียงของขุนรามฯที่หลับหูหลับตาอุ้มชู "อ้ายขัน" อยู่ได้ ทั้งที่มันชั่วสุดเลว ถึงเกือบจะข่มเหงน้ำใจแม่หญิงเรไรให้เสียสาวอยู่แล้ว ก็ยังไม่ยอมตัดขาดเสียที


แต่กับเสมาที่ไม่เคยทำตัวมีพิษมีภัยมาตั้งแต่ต้น แต่เพียงเพราะการปักใจ ปักหมุดความชิงชังว่า เป้นแค่ไอ้ช่างตีเหล็กสกุลต่ำไม่เจียมกะลาหัว บังอาจมาหมายปองแม่หญิงเรไรบุตรสาวตน ก็เลยพาลรังแกผู้น้อย ด้วยการไม่ส่งชื่อให้สังกัดมูลนาย ปล่อยให้เป็นทหารอาสาที่ไร้ศักดินาอยู่เช่นนั้น จนแม้เสมาได้รับราชการสนองพระคุณจนได้บรรดาศักดิ์เป็นหมื่น เป็นขุน ก็ยังไม่วายถูกรังแก


ตัวเองรังแกคนเดียวไม่พอ ยังเทียวชักนำผู้อื่นใหพลอยชิงชังไปด้วยอย่างช่วงที่พระยาเดโชมาแสดงความชืนชม และแสดงความจำนงอยากชุบเลี้ยงหมื่นศึกอาสา( เสมา ) แต่พอได้ฟังการเป่าหูจากขุนรามฯก็ถึงกับขยาด ไม่กล้าให้การอุปถัมภ์หรือสนับสนุนคนดีๆอย่างเสมาไปได้


นี่เป็นภาพของการ "ฝาก-ฝัง" คือ "ฝาก"ให้ช่วยกัน "ฝัง" ต่อๆกันไป ชนิดที่ว่า อย่าให้โผล่หัวขึ้นมาได้เลยทีเดียว ซึงเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็ยังไม่หายไปจากแวดวงราชการไทย


แต่อย่างไรก็ตาม  "ขุนศึก" ก็ไม่ได้ใจร้ายถึงกับจะทำให้ผู้ชมเสื่อมคลายความศรัทธาในระบบราชการไทยไปเสียทีเดียว หากติดตามชมดดยตลอด ก้จะสามารถใช้วิจารณญาณพิจารณาได้ว่าต่อให้ "ระบบ" ย่ำแย่แค่ไหน แต่หาก "คน" ยังยึดมั่นในแนวทางแห่งความดี ผลดีก็ย่อมบังเกิดแก่ผู้นั้นและบ้านเมือง สังคมโดยส่วนรวมได้


ซึ่งก็จริงอย่างที่พระเถระเมืองวิเศษไชยชาญกล่าวกับเสมา ( EP 3 ตอนที่ 5/9 ) ว่า




"ถ้าเอ็งมัวแต่ท้อแท้อยู่เช่นนี้ บ้านเมืองก็จะขาดคนดีมีฝีมือไป....."


เพราะฉะนั้นพี่น้องเอ๋ย....ท่านจงอย่าได้ท้อแท้หรือท้อถอยต่อราชการไทยเลย หาไม่แล้วพวกคนชั่วที่แผงตัวอยู่จะยิ่งเหิมเกริม นำพาบ้านเมืองให้ตกต่ำกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้....!!!


ปล.ผมอินกับละครมากเกินไปหรือเปล่าเนี่ย..^_^

2 กุมภาพันธ์ 2555

เมื่อดอกป๊อบปี้บาน...ต้นเดือนกุมภาพันธ์

         ดอกไม้แต่ละชนิดมีช่วงเวลาแห่งการผลิบานในฤดูกาลของมัน

         และเดือนกุมภาพันธ์นี้ก็จะมีดอกไม้สองชนิดที่เบ่งบานมากเป็นพิเศษ นั่นคือ ดอกป๊อบปี้และดอกกุหลาบ


        ดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์แห่งวันวาเลนไทน์ ๑๔ กุมภาพันธ์ อย่างที่ทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้ว
       
        ส่วนดอกป๊อบปี้นั้น หลายคนก็พอจะทราบว่าเป็นสัญลักษณ์วันทหารผ่านศึก คือวันที่ 3 กุมภาพันธ์ แต่หลายคนก็ยังสงสัยว่า ดอกไม้ป่าสีแดงสดดอกนี้ มีความเป็นมาอย่างไรจึงได้มาเบ่งบานในต้นเดือนกุมภาพันธ์ได้


       ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับดอกไม้ชนิดนี้กันก่อน ดอกป๊อปปี้ เป็นพืชในวงศ์ Papaveraceae ที่ออกดอก มีลักษณะประกอบด้วย ๔-๖ ใบ มีสีสันแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับพันธุ์ บางพันธุ์อาจมีลวดลายบนกลีบดอกได้

(ขอบคุณภาพจาก เว็บไซต์ บ้านมหาดอทคอม)
  

ดอกป๊อบปี้เป็นดอกไม้ป่า ครั้งหนึ่งในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๑  ซึ่งทหารไทยเข้าร่วมกับกองกำลังสัมพันธมิตรต่อสู้กับฝ่ายเยอรมัน โดยได้สู้รบกันในสมรภูมิที่โด่งดังจนกลายเป็นวีรกรรม คือ สมรภูมิฟลานเดอร์สและสมรภูมิเบลเยี่ยม ซึ่งทำให้ทหารบาดเจ้บล้มตายเป็นจำนวนมากที่สุด และในพื้นที่ที่เป็นสุสานฝังศพของทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมินั้น ก็บังเกิดมีดอกป๊อบปี้ป่าผุดขึ้นเป็นเสมือนพรมสีแดงสดปกคลุมหลุมฝังศพ นับเป็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ที่ปรากฏแก่สายตาของคนที่นั่น รวมถึงจอมพลเอิร์ล ออฟ เฮก ผู้บัญชาการรบ ณ สมรภูมิดังกล่าวด้วย


      จากปรากฏการณ์ธรรมชาติคราวนั้น จึงได้ถือกันว่า ดอกป๊อบปี้ เป็นสัญลักษณ์แทนความกล้าหาญของทหารที่ผ่านสมรภูมิรบ โดยสีแดงสดของมันจะช่วยเตือนใจให้ระลึกถึงเลือดทุกหยดที่พวกเขาเสียสละเพื่อพิทักษ์รักษาความสงบสุขของโลก

    สำหรับในประเทศไทย ดอกป๊อบปี้ได้ผลิบานประกาศความสำคัญของการเป็นสัญลักษณ์แห่งทหารกล้าเป็นครั้งแรก เมื่อท่านผู้หญิง จงกล กิตติขจร ประธานสโมสรสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก หรือมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกในปัจจุบัน ที่ต้องการจะดำเนินการหาทุนมาช่วยเหลือทหาร และครอบครัวทหารผ่านศึก ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันประเทศ จึงได้มีดำริในการจัดทำดอกป๊อบปี้จำหน่ายในวันทหารผ่านศึก ตั้งแต่ปี ๒๕๑๑ เป็นต้นมา

      ย้อนหลังไปก่อนที่ท่านผู้หญิงจงกลจะมีดำริในการจัดทำดอกป๊อบปี้จำหน่ายนั้น ในช่วงหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด ทหารไทยที่เข้าร่วมสู้รบกลับมาถูกปลดปล่อยอย่างกระทันหัน ทำให้เกิดความเดือดร้อนในการครองชีพ โดยเฉพาะครอบครัวของผู้เสียชีวิตหรือทหารที่พิการทุพพลภาพ ดังนั้น เพื่อหาทางช่วยเหลือทหารผ่านศึกเหล่านี้ รัฐบาลไทยในสมัยนั้น ซึ่งมีพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้มอบหมายให้กระทรวงกลาโหมเป็นผู้พิจารณาดำเนินการช่วยเหลือ


    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เรียกว่า "คณะกรรมการพิจารณาหาทางช่วยเหลือทหารกองหนุน" เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๘ คณะกรรมการชุดนี้ได้ปฏิบัติงานโดยใช้สำนักงานและเจ้าหน้าที่ของกรมเสนาธิการทหาร (ปัจจุบันคือ กองบัญชาการทหารสูงสุด) และได้พิจารณาจัดสรรเงินอุดหนุนจากงบประมาณของกระทรวงกลาโหมจำนวนหนึ่ง เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ทหารผ่านศึกนอกประจำการเหล่านั้น


     แต่เนื่องจากปริมาณงานด้านการให้ความช่วยเหลือในการสงเคราะห์ทหารผ่านศึกนอกประจำการมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น การดำเนินงานโดยคณะกรรมการไม่รัดกุมและเหมาะสมกับเหตุการณ์ รัฐบาลจึงจัดตั้ง "องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก" ขึ้นเพื่อให้เป็นหน่วยงานถาวร ทำหน้าที่ให้การสงเคราะห์แก่ทหารผ่านศึกและครอบครัวทหารผ่านศึกโดยตรง โดยได้มีการร่างพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๑ ซึ่งถือเป็นวันทหารผ่านศึกตลอดมา 


    จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๐ สภาทหารผ่านศึกสภากลาโหม และรัฐบาล ได้พิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติเสียใหม่เพื่อเป็นการขยายการสงเคราะห์ให้รวมไปถึง ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือนและพลเรือน ซึ่งได้กระทำหน้าที่ป้องกันหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคง หรือความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักร ทั้งภายในและภายนอกประเทศตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด และรวมถึงทหารนอกประจำการที่มิได้ผ่านศึกด้วย กับทั้งยังได้รวมมูลนิธิช่วยทหารและครอบครัวทหาร ที่ไปช่วยสหประชาชาติทำการรบ ณ ประเทศเกาหลี ให้เข้ามารวมเป็นหน่วยเดียวกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เพื่อให้การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน พระราชบัญญัตินี้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน
(ขอบคุณภาพจาก blogang.com)

          และหลังจากพระราชบัญญัติฉบับปรับปรุงดังกล่าวประกาศใช้ได้ประมาณหนึ่งปี ในปีถัดมาคือ ปี ๒๕๑๑ ท่านผู้หญิง จงกล กิตติขจร ประธานสโมสรสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก หรือมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกในปัจจุบัน ก็ได้มีดำริในการทำดอกป๊อบปี้ออกจำหน่ายเพื่อหาทุนช่วยเหลือทหารผ่านศึกดังที่กล่าวตอนต้น

        ดอกป๊อบปี้จึงบานในต้นเดือนกุมภาพันธ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

        ปีนี้...ฤดูกาลเบ่งบานของดอกป๊อบปี้เวียนมาถึงอีกครั้ง จะเห็นได้ว่า ตามหน่วยงานราชการ ห้างสรรพสินค้า ย่านชุมชน จะมีการรณรงค์จำหน่ายดอกป๊อบปี้ เพื่อนำเงินที่ได้ไปสมทบทุนช่วยเหลือบรรดาทหารผ่านศึกและครอบครัวที่ยังคงมีอยู่เป้นจำนวนมาก

     เพราะพวกเขาเหล่านั้น ในอดีตคือผู้กล้าที่เสียสละความสุขส่วนตัว ร่างกาย แม้กระทั่งชีวิต เพื่อพิทักษ์รักษาแผ่นดินไทยให้พวกเรามีแผ่นดินอยู่สุขสบายจนทุกวันนี้

   







22 มกราคม 2555

บุกบ้านจิ๊กโก๋...ในวันตรุษจีน

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้....ขอรับกระผม

กลับมาทักทายกันอีกครั้งในเทศกาลตรุษจีนปีมังกรทอง ในวันนี้ซึ่งเป็นวันสำคัญวันที่สอง ที่เรียกกันว่า"วันไหว้" หลังจากผ่านพ้น"วันจ่าย"ไปเมื่อวาน และก่อนจะถึง "วันเที่ยว"คือวันพรุ่งนี้

ออกไปนอกบ้านวันนี้ ภาพที่เห็นได้โดยทั่วไป คือ หน้าบ้านหลายๆหลัง รวมไปถึงบรรดาอาคารสำนักงานหลายๆที่ ตั้งโต๊ะวาง"ของไหว้"ซึ่งก็มีทั้งผลหมากรากไม้(คำคล้องจองน่ะครับ ไม่มีบ้านไหนเอารากไม้มาไหว้จริงๆหรอก^_^)หมู เห็ด เป็ด ไก่ มาวางไว้หน้าบ้าน พร้อมด้วยธูปที่จุดกันควันโขมงพอๆกับศาลเจ้าเลยทีเดียว

ผมบิดมอเตอร์ไซค์คันเก่งผ่านหน้าบ้าน อาคารสำนักงานเหล่านั้น มุ่งตรงไปยังแฟลตที่พักข้าราชการทหารย่านหลักสี่ ถนนแจ้งวัฒนะ ไม่ได้จะไปหาที่ไหว้เจ้าหรอกครับ แต่วันนี้มีนัดกับรุ่นพี่ จ่าพรชัย...หรือพี่"ม้าแกลบ"ของพวกเรา ว่าวันนี้จะบุกบ้าน"จิ๊กโก๋"ซะหน่อย

ฮะแฮ่ม...อย่าเพิ่งตกใจไป ผมกับจ่ารุ่นพี่ไม่ได้จะปฏิบัติการป่วนเมืองฉลองตรุษจีนหรอกครับ  "จิ๊กโก๋"ที่ว่านี่ คือเจ้าของฉายา"จิ๊กโก๋ยามบ่าย" อันเป็นรายการวิทยุที่มีแฟนคลับย่านสะพานใหม่ ดอนเมือง และอีกหลายๆที่ หลากหลายวัย และนานาสาขาอาชีพ


ก็วันนี้ที่"บ้านจิ๊กโก๋"ซึ่งก็คือที่ตั้งของสถานีวิทยุชมรมนักบุญคนสู้ชีวิต FM 91.25 มีการทำบุญเลี้ยงเพลพระ เนื่องในโอกาสปีใหม่และตรุษจีน รวบยอดเป็นงานเดียวกัน โดย อ.นฤชา เพ่งผล เจ้าของสมญานาม"จิ๊กโก๋ยามบ่าย"และเป็นเจ้าของสถานีวิทยุแห่งนี้ ได้เชิญชวนสมาชิกชมรมฯมาร่วมบุญกันอีกครั้ง ซึ่งหนึ่งในสมาชิกเจ้าประจำ ก็คือ คุณพี่จ่าพรชัย ที่ชวนผมมานี่เอง

ผมเคยมาร่วมงานบุญที่สถานีวิทยุแห่งนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว เป็นการทำบุญรับบริจาคอุปกรณ์การเรียนและทุนการศึกษา เพื่อไปมอบให้กับโรงเรียนยากไร้ในจังหวัดสุพรรณบุรีที่อยู่ในอุปการะของชมรมมาหลายปี ซึ่งครั้งนั้นผมก็ได้เขียนเล่าไว้ในโพสเรื่อง "ผมไปทำบุญกับจิ๊กโก๋มาครับ"ไว้แล้ว

หลังจากนั้นผมก็ได้มีโอกาสแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนสถานีฯอีกหลายครั้ง ก็ด้วยการดึง เอ๊ย!ชักชวนของพี่จ่าพรชัยนั่นแหล่ะ ด้วยเหตุที่แกไม่สามารถขับรถหรือเดินทางมาด้วยตัวเองตามลำพังได้ ผมก็ต้องเป็นสารถีพาแกไป ถือว่าเป็นการร่วมบุญกับแกไปด้วยในตัว

วันนี้ก็เช่นกัน ผมแวะไปรับแกที่แฟลตตั้งแต่เก้าโมง พากันเข้าไปยังสถานีฯอันเป็นสถานที่จัดงาน

อาจจะด้วยความที่เข้าไปก่อนเวลาเกือบสองชั่วโมง จึงยังไม่เห็นมีคนมามากนัก นอกจากบรรดาดีเจ และคนใกล้ชิดสนิทสนมกับชมรมฯที่มาช่วยกันเตรียมงานตั้งแต่เช้าเท่านั้น

(ขอบคุณภาพประกอบจาก facebook นฤชา จิ๊กโก๋ยามบ่าย)

แต่ไม่กี่อึดใจต่อมา บรรดาสมาชิกชมรมฯก็ทยอยมาถึง และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนเก้าอี้ที่เตรียมไว้แทบจะไม่พอนั่ง พื้นที่ในบ้านของจิ๊กโก๋แลดูแคบไปถนัดตา พี่จ่าพรชัยเองยังตั้งข้อสังเกตเลยว่า งานนี้ดูคนจะเยอะกว่าทุกๆงานที่ผ่านมา

(ขอบคุณภาพประกอบจาก facebook นฤชา จิ๊กโก๋ยามบ่าย)

ก็คงจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะงานวันนี้มิใช่มีเพียงแค่การทำบุญเลี้ยงพระธรรมดาเท่านั้น แต่ยังมีการ"เลี้ยงคน"ด้วย โดยสมาชิกชมรมฯนั่นแหล่ะที่สนับสนุนอาหารและเครื่องดื่มมาบริการผู้มาร่วมงาน
เช่น กาแฟโบราณ ลูกชิ้นปิ้ง น้ำแข็งไส เป็นต้น ส่วนใครเป็นผู้นำมาบริการบ้างนั้น ต้องขออภัยจริงๆที่ผมจำไม่ได้ทั้งหมด แม้ว่าพี่ดีเจแก้วตาคนสวยจะประกาศอยู่หลายเที่ยว แต่ด้วยความที่ผมไม่ค่อยคุ้นเคยกับสมาชิกเท่าพี่จ่าพรชัย เกรงว่าจะเอ่ยชื่อผิดๆถูกๆ เลยขอข้ามไปละกัน


(ขอบคุณภาพประกอบจาก facebook นฤชา จิ๊กโก๋ยามบ่าย)

นอกจากนั้นในวันนี้ ยังมีตัวแทนครูและนักเรียนจากโรงเรียนบ้านหนองแขม จ.สุพรรณบุรี ซึ่งอยู่ในความอุปถัมภ์ของชมรมอย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นมาร่วมสวัสดีปีใหม่ชาวชมรมฯด้วย ก็เป็นอีกภาพบรรยากาศที่น่ารักดีครับ

อ้อ...เกือบลืมบอกไปอย่าง ที่จริงผมนำกล้องติดไปว่าจะเก็บภาพบรรยากาศงานมาฝากกัน แต่พอเข้าไปในงานมัวแต่เพลิดเพลินกับบรรยากาศ จนไม่อยากลุกไปเดินให้เกะกะงานเค้าเปล่าๆ ประกอบกับมีทีมช่างภาพของสถานีอยู่แล้ว ผมก็เลยได้อาศัยภาพถ่ายฝีมือน้องๆตากล้องสาวสวยเหล่านั้น ที่นำอัพโหลดลง facebook ของ อ.นฤชา มาเป็นภาพประกอบบทความนี้ ก็ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

เสร็จสิ้นพิธีช่วงบ่ายๆผมพาพี่จ่าพรชัยกลับไปส่งบ้าน ส่วนตัวเองเตร็ดเตร่เหล่หญิง เอ๊ย!ทำธุระต่อสักพักจึงกลับเข้าบ้าน มารายงานการปฏิบัติการบุกบ้านจิ๊กโก๋นี่แหล่ะครับ

ถ้ามีโอกาส คงได้บุกไปอีก...เตรียมตั้งรับให้ดีเถอะนะครับ จิ๊กโก๋ยามบ่าย...^_^





20 มกราคม 2555

ตรุษจีน...ไหว้เจ้า(แผ่นดิน)

เทศกาลตรุษจีนกำลังจะมาถึงอีกครั้ง


 



แม้ปีจะมีการคาดการณ์กันว่า  ตรุษจีนปีนี้อาจจะไม่คึกคักเท่าปีก่อนๆ ด้วยสภาพเศรษฐกิจไม่ค่อยเป็นใจ ข้าวของแพง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นผลพวงสืบเนื่องมาจากที่ไทยเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตการณ์น้ำท่วมมาเมื่อปลายปีก่อนด้วยหรือไม่ แล้วไหนจะสถานการณ์การบ้านเมืองที่ยังไม่สงบสุขสักที จู่ๆก็มีกระแสข่าวก่อการร้ายในประเทศไทยมาปั่นป่วนให้ทั้งนักท่องเที่ยวและนักลงทุนตื่นตระหนกกันซะอย่างนั้น

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ในเมื่อตรุษจีนเป็นเทศกาลสำคัญ เรียกว่าเป็นประเพณีปฏิบัติกันมานานอย่างนี้แล้ว จะคักคักมากน้อยอย่างไรก็แล้วแต่ แต่บรรดาพี่น้องคนไทยเชื้อสายจีนก็ยังคงยึดถือปฏิบัติกันโดยไม่อาจงดได้

 

ถึงเทศกาลตรุษจีน กิจกรรมตามประเพณีอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การไหว้เจ้า ซึ่งก็คือการไหว้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ รวมไปถึงการสักการะเทพเจ้าต่างๆตามความเชื่อ


และนอกเหนือจากดวงวิญญาณบรรพบุรุษและเทพเจ้าต่างๆแล้ว "เจ้า"ที่จะไหว้กันในเทศกาลตรุษจีนนี้ยังหมายรวมถึง "เจ้าแผ่นดิน" นั่นคือดวงพระวิญญาณแห่งบุรพกษัตริยาธิราชเจ้าของไทยด้วย

อย่างที่ทราบกันนะครับว่า คนไทยเชื้อสายจีนในปัจจุบันนี้ สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ที่อพยพเข้ามาอยู่ในแผ่นดินไทยตั้งแต่สมัยโบราณนานมาแล้ว  และพวกท่านเหล่านั้นก็ได้มีชีวิตที่สงบสุข ร่มเย็น อยู่ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารแห่งพระมหากษัตริย์ไทยตลอดมาจนถึงลูกหลาน ถ้าใครจำเรื่อง "อยู่กับก๋ง"ของ หยก บูรพา ก็คงจะจำประโยคหนึ่งของก๋งได้ว่า แผ่นดินเกิดของก่งคือเมืองจีน แต่แผ่นดินตายของก๋งคือแผ่นดินไทย



ด้วยความรัก ผูกพันในแผ่นดินไทย และความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยทุกๆพระองค์ จึงกลายเป็นความรู้สึกว่า พระเจ้าแผ่นดินไทยก็ทรงเปรียบเสมือนเทพเจ้าผู้ปกปักรักษา อภิบาลดูแลให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข เมื่อถึงเทศกาลสำคัญเช่นนี้ จึงได้มีการสักการะบูชา "เจ้า"เหนือหัวทุกๆพระองค์ด้วย

ประกอบกับอีกเหตุผลหนึ่งคือ หากสืบค้น ไล่เลียงลำดับตามสายพระโลหิตแล้ว ก็มีพระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ที่ทรงมีเชื้อสายจีนผสมผสานอยู่


เริ่มมาตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงมีพระราชบิดาเป็นชาวจีน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินไทยที่คนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนเคารพรักมาก

มาถึงพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มต้นที่รัชกาลที่ ๑ พระราชบิดาของพระองค์ที่ชื่อ ทองดี ก็ได้แต่งงานกับลูกสาวคหบดีชาวจีน ชื่อ ดาวเรืองหรือหยก  และพระองค์ท่านเองก็ได้อภิเษกกับคุณนาก ซึ่งเป็นลูกครึ่งไทย-จีนมาจากทางอัมพวา(ภายหลังคุณนากได้รับการแต่งตั้งเป็น สมเด็จพระอมรินทรามาตย์) จนให้กำเนิดรัชกาลที่ ๒

รายละเอียดของเรื่องเกี่ยวกับการมีสายพระโลหิตจีนของพระมหากษัตริย์ไทยนี้ อ.เผ่าทอง ทองเจือ เขียนไว้ในไทยรัฐออนไลน์ คอลัมน์ คนดังนั่งเขียน เรื่อง ไหว้เจ้าตรุษจีน:เมื่อ"เจ้า"ไหว้เจ้า โพสเมื่อ 20 ม.ค.55 สามารถเข้าไปอ่านดูได้ครับ

แต่ที่ผมจะเอามาเล่าสู่กันฟังต่อก็คือ ตอนท้ายของบทความ อ.เผ่าทองเล่าถึงการทำพิธีไหว้ (ดวงพระวิญญาณ)"เจ้าแผ่นดิน" ซึ่งจัดในพระราชสำนักเป็นประจำทุกปี


อ.เผ่าทองเล่าว่า "...กำหนดพระราชพิธีนี้เป็น 2 วันด้วยกัน
โดยในวันแรกจะเป็นการสังเวยพระป้ายก่อน
คือพระป้ายพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4    กับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี 

และพระป้ายพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  กับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ

โดยพระป้ายทั้ง 2 องค์นี้จารึกเป็นภาษาจีน  บนแผ่นไม้จันทน์หอม มีการแกะสลักลวดลายจีนและลงรักปิดทองที่ขอบพระป้าย   เชิญประดิษฐานอยู่ในซุ้มเรือนแก้วแบบเก๋งจีน ที่แกะสลักลงรักปิดทองอย่างวิจิตรยิ่ง  ตั้งอยู่ ณ ท้องพระโรงกลางพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน อยุธยา
โดยจะมีการสังเวยพระป้ายดังกล่าวมาแล้วนี้ในวันที่ตรงกับวันไหว้ของจีน

ส่วนวันที่สองหรือวันถัดมาที่ตรงกับวันตรุษจีน คือวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1
ตามปฏิทินจีน จะเป็นการสังเวยพระป้ายที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร


โดยพระป้ายจะแปลกออกไป คือเป็นเทวรูปหล่อ ทรงเครื่องกษัตริยาธิราช  พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายจีบขึ้นเสมอพระอุระ  เหมือนกับองค์พระสยามเทวาธิราชทุกประการ
แต่พระพักตร์ลักษณะเหมือนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ประดิษฐานอยู่ในซุ้มเรือนแก้วแบบจีน ทำด้วยไม้จันทน์หอม แกะสลักลวดลายลงรักปิดทอง  พร้อมฉัตร 5 ชั้นตั้งเคียงอยู่ 2 ข้าง   และมีพระปรมาภิไธยจารึกไว้ด้านหลังของซุ้มเรือนแก้วนั้นเป็นภาษาจีน


พระราชพิธีสังเวยพระป้ายนี้เริ่มมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 5 จนปัจจุบัน
เครื่องสังเวยหรือเครื่องไหว้ของหลวงนั้นจะเป็นเครื่องคู่ คือมีอย่างละ 2 สำรับ   ประกอบด้วยหัวหมู เป็ด ไก่ ขนมเข่ง ขนมเปี๊ยะ ซาลาเปา ผลไม้ กระดาษเงิน กระดาษทอง   วิมานเทวดาที่ทำด้วยกระดาษ ผ้าสีชมพู ประทัด ดอกไม้ ธูป เทียนเงิน เทียนทอง

ในเวลาที่จะสังเวยนั้น พระเจ้าอยู่หัวจะทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะ  และทรงจุดธูปหาง คือธูปยาวๆอย่างที่พวกเราใช้จุดกันทั่วไป  แล้วทรงปักที่เครื่องสังเวยทั้งหมด เจ้าพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร ดุริยางค์  แล้วทรงเผากระดาษเงินกระดาษทอง เมื่อธูปที่เครื่องสังเวยหมดดอก   เจ้าพนักงานจึงจะลาเครื่องสังเวยออก แล้วนำวิมานเทวดาไปปักในแจกันใต้เครื่องบูชา   พร้อมทั้งผูกผ้าสีชมพู เป็นเสร็จพิธี ...."

นอกจากสองสถานที่ที่ อ.เผ่าทองเล่าไว้นี้แล้ว ประเพณีการไหว้เจ้าแผ่นดินที่สำคัญอีกที่หนึ่ง คือที่วัดอรุณราชวราราม ซึ่งได้มีการอัญเชิญป้ายสถิตพระวิญญาณสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อายุกว่า 100 ปีออกมาให้พี่น้องประชาชนได้สักการะบูชากันเป็นครั้งแรกด้วย

(ขอบคุณภาพจาก เดลินิวส์ออนไลน์)

ป้ายสถิตพระวิญญาณฯที่กล่าวถึงนี้ ก็เป็นป้ายที่ทำขึ้นตามธรรมเนียมความเชื่อของคนจีน ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีการถ่ายรูป ก็จะทำป้ายจารึกชื่อ แซ่ อายุของบรรพบุรุษไว้บูชา เชื่อกันว่า ดวงวิญญาณส่วนหนึ่งของบรรพบุรุษจะสถิตอยู่ในป้ายนั้น ป้ายสถิตพระวิญญาณสมเด็จพระเจ้าตากสินนี้ก็เช่นกัน โดยป้ายนี้เป็นป้ายที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย จะนำออกให้ประชาชนสักการะบูชาระหว่างวันที่ 22-29 ม.ค.นี้

ก็ถือว่าเป็นกิจกรรมดีๆ ที่นอกจากจะเป็นการสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน แล้วยังเป็นการเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิตด้วย เพราะเป้นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที อันเป็นเครื่องหมายของคนดี และเป็นคุณธรรมข้อสำคัญที่ช่วยเสริมส่งให้ชีวิตประสบแต่สิ่งดีๆ มีความเจริญก้าวหน้าด้วย

ขอให้โชคดีต้อนรับวันตรุษจีน ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ครับ^_^




16 มกราคม 2555

ช่วยครูด้วย....

ขอสารภาพว่า ตั้งแต่ปลายปีทีแล้ว ผมมัววุ่นวายอยู่การร่วมฟื้นฟูหน่วยงานภายหลังวิกฤติมหาอุทกภัย 54 มากไปนิด ทำให้ห่างเหินจากการติดตามข่าวสารบ้านเมืองไปบ้าง บางวันแทบจะไม่ได้เสพข่าวเลยด้วยซ้ำ เรียกว่าเกือบจะเป็นคนตกข่าวไปช่วงเวลาหนึ่ง

  จนมาวันนี้...ผมถือฤกษ์ดีในวันครู กลับมารับรู้ความเป็นไปของบ้านเมืองอีกครั้ง เพราะจะว่าไปแล้ว ที่ผ่านๆมา ข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นก็เปรียบเสมือนครู ที่สอนให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างเหมือนกัน

  และด้วยความที่วันนี้เป็นวันครู จึงมีข่าวเกี่ยวกับครูถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นกิจกรรมสดุดีบูชาครูที่หน่วยงานต่างๆจัดขึ้น

  และภาพข่าวที่น่าชื่นชม น่าภาคภูมิใจแทนคุณครูทุกท่านในวันนี้ข่าวหนึ่งก็คือ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธานในพิธีงานวันครู ครั้งที่ 56 พ.ศ.2555 ณ หอประชุมคุรุสภา โดยเธอได้นำครูกล่าวถวายสัตย์ “ครูดีตามรอย...พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน” จากนั้นจึงได้คารวะและมอบของที่ระลึกแก่ครูอาวุโสที่เป็นครูของเธอ ก่อนที่มอบรางวัลให้กับครูและผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา



จากนั้นนายกฯหญิงปู ได้กล่าวปราศรัยถึงบทบาทวิชาชีพครู  ตอนหนึ่งเธอบอกว่า อาชีพครูเป็นอาชีพที่ต้องมีความตั้งใจ อดทนที่จะเลี้ยงดูลูกศิษย์ให้เติบโตเป็นบุคลากรที่ดี มีความสามารถ เป็นประโยชน์ต่อสังคม ยิ่งมีคนเหล่านี้มากขึ้นเท่าใดก็ยิ่งทำให้ประเทศชาติเจริญยิ่งขึ้นเท่านั้น ซึ่งครูเป็นคนที่มีความสำคัญและสมควรได้รับการยกย่อง ดังนั้นครูจึงเป็นบุคคลที่มีบทบาทและความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงไปสู่โอกาสที่ดีกว่า และเตรียมความพร้อมให้กับเด็กและเยาวชนในสังคม

เธอเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับครู การศึกษา และเยาวชนควบคู่กัน นอกจากนั้นยังให้ความสำคัญกับสวัสดิการของครู เพราะวันนี้น่าตกใจว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีหนี้สินมากที่สุด

ผมอยากขอกด Like ให้เธอสักร้อย Like ก็ตรงนี้แหล่ะครับ....

คนที่เป็นครู หรืออยู่ในแวดวงที่ใกล้ชิดกับอาชีพครูก็คงจะรับรู้ถึงปัญหาข้อนี้ดีนะครับ จริงอยู่ว่า ข้าราชการไทยเกือบทุกแขนงต่างก็มีปัญหาเรื่องหนี้สินกันทั้งนั้น แต่อาชีพครูตั้งแต่ยุคสมัยไหนมาแล้วจะแบกภาระหนี้สินชนิดที่ว่าไม่น้อยหน้าใครเลยทีเดียว จะด้วยเหตุที่มีช่องทางกู้ในวงเงินสูงเพราะเครดิตดีหรือเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ หากแต่ผลสุดท้ายอาชีพครูก็กลายเป็นเรือจ้างที่ไม่ได้มีแค่ฝีพายกับไม้พายคอยรับส่งผู้โดยสารเท่านั้น หากแต่ใต้ท้องเรือยังบรรทุกหนี้สินไว้เต็มเพียบ

ยิ่งในปัจจุบันนี้ ค่าครองชีพที่เพิ่มสุงขึ้น ผนวกกับปัญหาหลายๆอย่างประเดประดังเข้ามา ล่าสุดก็ปัญหาภัยธรรมชาติคือมหาอุทกภัยปีที่ผ่านมานี่แหล่ะครับ ที่โดนพิษน้องน้ำเล่นงานกันทั่วหน้า ก็เป็นมรสุมอีกลูกหนึ่งที่ทำให้ภาระหนี้สินของครูเพิ่มขึ้น

ผมไม่ได้นั่งเทียนคิดวิเคราะห์ด้วยสมองอันน้อยนิดของตัวเองนะครับ แต่อ้างอิงจากข้อมูลของสวนดุสิตโพล ซึ่งจัดทำดัชนีครูไทย เพื่อวัดระดับความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่ออาชีพครู ที่เพิ่งทำกันสดๆร้อนนี่แหล่ะครับ โดยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทุกสาขาอาชีพจำนวน  8194 ในตัวชี้วัด 30 ประเด็น


ผลการสำรวจ ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นต่อครูมากขึ้นกว่าๆปีในเรื่องเกี่ยวกับการวางตัว เช่น การแต่งกายเหมาะสมกับวิชาชีพ อุดมการณ์ จิตสำนึก ความรักในอาชีพครู ทันสมัย ทันเหตุการณ์

แต่ที่น่าสลดหดหู่ก็คือ คนไทยเชื่อมั่นในตัวครูน้อยลง ในเรื่องเกี่ยวกับการใช้จ่าย การไม่เป็นหนี้สิน การประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่เอาเปรียบ ความมีน้ำใจต่อผู้อื่น ก็คือคนไทยกลุ่มตัวอย่างเค้ามองว่าคุณลักษณะเหล่านี้ของครูลดน้อยลงไป

แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นการกล่าวโทษหรือบั่นทอนกำลังใจผู้เป็นครูนะครับ ทางโพลเค้าชี้ให้เห็นว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมาเป็นสาเหตุ ทำให้ครูต้องเป็นหนี้สินเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมเงินมาซ่อมแซมบ้านและดูแลครอบครัว จึงเสนอแนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลนี้ไปประกอบการพิจารณาเพื่อช่วยเหลือครูต่อไป

และจะด้วยข้อมูลจากโพลดังกล่าวเป็นปัจจัยหนึ่งหรือไม่ก็ตาม แต่เรื่องดีๆที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันก็คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้มีแผนยกระดับวิชาชีพครู โดยหน่วยงานหลักคือคุรุสภา ซึ่งมีแผนผลักดันการศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ โดยใช้ 6 ยุทธศาสตร์  ยุทธศสาตร์แรกคือการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ซึ่งนั้นก็คงมีเป้าหมายหลักที่วิชาชีพครูอย่างไม่ต้องสงสัย และการส่งเสริมและพัฒนาที่ว่านี้ก็ครอบคลุมทุกๆด้าน รวมถึงด้านสวัสดิการของวิชาชีพด้วย

(ขอบคุณภาพจาก ภาพยนต์เรื่อง ครูบ้านนอกบ้านหนองฮีใหญ่)

จิตวิญญาณความเป็นครู อาจจะไม่ได้มุ่งหวังเรื่องสวัสดิการเป็นเรื่องใหญ่ แต่เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ครูก็คือมนุษย์ปุถุชนเหมือนพวกเรา ต้องกิน ต้องอยู่ ต้องดูแลครอบครัวนอกเหนือจากบรรดาลูกศิษย์ที่รักทั้งหลาย ปัจจัยเหล่านั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องได้รับการจัดสรรให้เพียงพอ คงไม่มีใครอยากให้ครูต้องยืนสอนนักเรียนโดยมีปัญหาเรื่องความเป็นอยู่รุมเร้าอยู่ภายในหรอกนะครับ

"ครู"สร้างสรรค์สิ่งดีๆให้สังคมมาเหลือคณานับแล้ว การหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ครูในเรื่องเหล่านั้นคงไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดมากอะไรใช่มั้ยครับ....


12 มกราคม 2555

ใช้ความคิดของผู้ใหญ่ และหัวใจของเด็กน้อย

      ชื่อบทความนี้ ผมได้มาจากแนวคิดของพี่มอส ปฏิภาณ ปฐวิกานต์ ที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสารเครืออัมรินทร์ฉบับหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน แต่ผมยังจำได้แม่นยำ(แม้จะยังนึกชื่อนิตยสารฉบับนั้นไม่ออกในตอนนี้ แฮะๆ)

 
   พี่มอสขยายความว่า ในการที่เราจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ จำต้องอาศัยสองอย่างนี้ คือ ความคิดแบบผู้ใหญ่ และหัวใจแบบเด็ก

  ความคิดแบบผู้ใหญ่ คือ คิดอย่างสร้างสรรค์ รอบคอบ พิจารณาถึงผลได้ผลเสียในทุกด้าน มองโลกตามความเป็นจริง

  ในขณะที่หัวใจแบบเด็กน้อย คือ การมีจิตใจที่ใสซื่อ บริสุทธิ์ เป็นหัวใจที่ปราศจากภาระหนักอึ้ง จึงสามารถโบยบินได้อย่างอิสระ ไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคจนเกินเหตุ

  และการมีหัวใจของเด็กน้อยนี่ีเอง ที่ผมจะนำมากล่าวถึง ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติที่กำลังจะเวียนมาถึงอีกปีหนึ่ง

  ทุกคนคงไม่ปฏิเสธว่า ประสบการณ์ชีวิตในวัยเด็กเป็นความทรงจำที่สดใส งดงาม และทุกคนก็หวนหามัน แม้ว่าบางคนอาจจะมีวัยเด็กที่ไม่สวยงามนัก แต่ร้อยทั้งร้อย-หากให้เลือกย้อนเวลากลับไปได้ ก็คงอยากย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

  ตอนที่เราเป็นเด็ก มองเห็นโลกในมุมที่ไม่กว้างเท่าผู้ใหญ่ แต่โลกที่เราเห็นอาจจะลึกกว่าที่ผู้ใหญ่มองเสียอีก เพราะโลกที่เรามองเห็นนั้นนอกจากจะเป็นภาพจริงแล้ว ยังมีภาพแห่งความฝันและจินตนาการ้อนอยู่ด้วย ซึ่งภาพนั้นเองช่วยแต่งเติมโลกเดิมในด้านที่สวยงามอยู่แล้วให้ยิ่งงดงามขึ้นอีก และช่วยลดเลือนด้านที่เลวร้ายให้ดูน่ากลัวน้อยลง หรือแทบจะไม่เหลืออยู่เลยด้วยซ้ำ

  "ครูอ้อย" ฐิตินาถ ณ พัทลุง กล่าวไว้ในหนังสือ "เข็มทิศจิตใต้สำนึก"


อันเป็นงานเขียนล่าสุดของเธอว่า หากเราลองย้อนไปดูความรู้สึกในวัยเด็กของเรา จะพบว่า ความรู้สึกตอนนั้น เราแทบจะไม่กลัวอะไรเลย เราพร้อมที่จะเรียนรู้ทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง ที่ตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วกลับมองว่ายากที่จะฝึกหัดหรือเรียนรู้

  ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่า หากเริ่มต้นฝึกหัดหรือเรียนรู้สิ่งใดๆในวันเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรี กีฬา หัดขับขี่รถ หรืออื่นๆ จะเรียนรู้และเป็นง่ายกว่าตอนมาหัดเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

  แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า หากพ้นช่วงวัยเด็กมาแล้ว ไม่เหมาะที่จะฝึกหัดหรือเรียนรู้อะไรใหม่ๆ  อย่าลืมว่ามนุษย์เรามีสักยภาพมากพอที่จะเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ขอเพียงมีความตั้งใจจริง

  ซึ่งความตั้งใจจริงที่ว่านี่แหล่ะ คือการดึงเอาหัวใจของวัยเด็กกลับมาใช้อีกครั้ง ลองตัดความวิตกกังวลเกินเหตุทั้งหลายแหล่ออกไป หันมาสนุกกับการได้ทำสิ่งนั้นๆ ทำถูกบ้างผิดบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร เหมือนเด็กน้อยหัดขี่จักรยาน ก็ต้องมีล้มลุกคลุกคลาน เจ็บตัวกันบ้าง แต่เด็กน้อยก็ยังลุกขึ้นมาได้ใหม่ เพราะเขายังสนุก ตื่นเต้นกับมัน



  และยิ่งเมื่อได้หัวใจของเด็กน้อยมารวมกับการใช้ความคิดแบบผู้ใหญ่ ซึ่งมีความสุขุม รอบคอบมากขึ้น เชื่อเถอะครับว่า โอกาสที่จะประสบความสำเร็จย่อมมีมากขึ้นแน่นอน

4 มกราคม 2555

ความนัยที่แฝงในจดหมายลูกโซ่ และเหตุผลที่ทำตามทั้งที่ไม่เคยเชื่อ.....


 



         เมื่อตอนเย็น ผมได้รับ sms จากอดีตคนคุ้นเคยกัน

         เห็นแค่ประโยคแรก ไม่ต้องอ่านให้จบข้อความ ก็รู้ได้ทันทีมันเป็นลักษณะของจดหมายลูกโซ่ ที่ให้ส่งข้อความต่อๆกันไป ซึ่งปัจจุบันจดหมายลูกโซ่นี้ก็ได้พัฒนารูปแบบการส่งตามเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์หรืออินเตอร์เนต ที่หลายคนก็คงเคยเห็นและเคยประสบกับตัวเองมาบ้าง

     โดยส่วนตัวของผมเองเคยได้รับจดหมายลูกโซ่แบบนี้อยู่หลายครั้งเหมือนกัน  ส่วนใหญ่ก็จะเป็นทางข้อความ sms ที่ส่งมาจากคนรู้จักกันแบบนี้นี่แหล่ะครับ แต่ทุกครั้งผมก็ไม่ค่อยใส่ใจอะไร  อยากส่งมาก็รับไว้ บางคราวรำคาญก็ลบทิ้ง ไม่ได้คิดจะส่งต่อเพื่อให้ได้รับโชคดีอะไรอย่างที่บอกมาในข้อความพวกนั้น

    แต่สำหรับครั้งนี้ เมื่อผมอ่านข้อความทั้งหมดอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วนำมาพิจารณาประกอบกับเหตุผลบางอย่าง ทำให้ผมกลับตัดสินใจส่งต่อข้อความนี้ไปให้เพื่อนๆและคนรู้จักกันตามจำนวนที่บอกไว้ในข้อความดังกล่าว

     ไม่ใช่ว่าเกิดเปลี่ยนทัศนคติมาเชื่อถือเรื่องพวกนี้ขึ้นมาหรอกนะครับ  แต่ผมมีเหตุผลในการเลือกที่จะทำตามจดหมายลูกโซ่ฉบับนี้....

     ก่อนอื่นเลยผมขอให้คุณลองอ่านเนื้อหาทั้งหมดของข้อความที่ส่งมาดูก่อนนะครับ


    "ส่งต่อนะ

     ปีนี้เดือนมกราคมเป็นเดือนพิเศษ

     เพราะมี 5 จันทร์ 5 อังคาร 5 อาทิตย์ 5 วันพระ

     จะเกิดขึ้นทุก 823 ปี

     ซึ่งถูกเรียกว่าถุงเงินตามความเชื่อ

    ถ้าส่งข้อความนี้ให้คนดีๆๆ 8 คน

    จะทำให้โชคดี รับแต่เงินๆๆ โชคดี"


    อ่านแล้วหลายคนคงยิ้ม เพราะมันก็คือจดหมายลูกโซ่ขนานแท้ดีๆนี่เอง แล้วทำไมมันถึงชักจูงให้ผมยอมทำตามได้ทั้งที่ไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้


    เหตุผลแรกเลยครับ  ผมเห็นว่า การส่งต่อข้อความนี้ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไร เนื้อหาข้อความไม่ได้มีอะไรเป็นพิษเป็นภัยต่อผู้ได้รับหรือได้อ่าน  คนอ่านสามารถใช้วิจารญาณของตนเองต่อข้อความที่ได้รับได้ เหมือนที่ผมนั่งพิจารณามันอยู่เมื่อตอนเย็น อยากรู้ว่าข้อความจริงเท็จอย่างไรก็ไปเปิดปฏิทินตรวจสอบดูได้(แต่ผมเองก็ไม่ได้ยอมเสียเวลาเพื่อการนี้หรอกนะครับ)   และผู้ที่ผมส่งข้อความนี้ต่อไปให้ก็คงไม่ได้ถือเป็นการรบกวนอะไร เพราะแต่ละคนก็เป็นเพื่อนๆที่รู้จักกันทั้งนั้น และผมก็ไม่ได้ส่งข้อความลักษณะนี้ไปให้อยู่ทุกวี่วันเมื่อไหร่ บางคนอาจจะงงมากกว่าด้วยซ้ำว่าไอ้หมอนี่มันยังมีชีวิตอยู่อีกหรือไง เพราะเงียบหายไม่ค่อยได้ติดต่อกันมาตั้งนานแล้วก็มี

    เหตุผลต่อมา  ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญเลยอยากให้คุณลองย้อนไปอ่านข้อความบรรทัดรองสุดท้าย ที่ว่า "...ถ้าส่งข้อความนี้ให้คนดีๆๆ 8 คน..."(ต้นฉบับที่ส่งมาเค้าใช้ไม้ยมก 2 อันแบบนี้เลยนะครับไม่ใช่ผมพิมพ์เพลินเอง) 

    การที่ข้อความระบุเจาะจงว่าต้องส่งให้คนดีๆๆ ถ้าคนที่ได้รับข้อความจะฉุกคิดสักนิด ก็จะรู้สึกได้ว่า คนที่ส่งข้อความมาให้เขาพิจารณาแล้วว่า คุณคือ "คนดีๆๆ" ที่เขาเลือกที่จะส่งข้อความลูกโซ่นี้มาให้ จะด้วยความเชื่อว่า มันจะทำให้เขาโชคดีได้จริงๆ หรือด้วยเหตุผลไหนก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆ คุณภูมิใจได้เลยว่า คุณคือ คนดีในสายตาของเขา(ผู้ส่ง)แล้วหล่ะ

   ผมเองก็ยอมรับว่าเผลอยิ้มออกมาได้เลยนะเมื่อฉุกคิดได้อย่างนั้นภายหลังอ่านข้อความที่ส่งมา  แม้ว่ามันอาจจะเป็นการคิดเข้าข้างตัวเองก็เถอะ  แต่การที่มีสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกว่า คุณคือคนดีในสายตาคนอื่น และยิ่งไปกว่านั้นคือคนๆนั้นเป็น(หรือเคยเป็น)คนสำคัญของคุณ  มันก็คงจะก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีได้ไม่น้อยเลยใช่มั้ยครับ

    สรุปแล้วก็คือ การที่ผมส่งต่อข้อความจดหมายลูกโซ่ฉบับนี้ ไม่ได้เกิดจากความเชื่อ แต่มันเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ  ส่วนคนที่รับเขา(หรือเธอ)จะทำอย่างไรกับมันต่อไปนั้น ก็คงขึ้นอยู่กับเหตุผลและความรู้สึกของแต่ละคนแล้วหล่ะครับ