คำทักทาย

ขอบคุณที่แวะมาเติมเต็มสิ่งดีๆให้กันและกันครับ ^_^

31 พฤษภาคม 2554

หยิบหินก้อนใหญ่ใส่ขวดโหล

คุณคงจำโฆษณานี้ได้นะครับ

                  


                    ผมเองก็เป็นลูกค้าคนหนึ่งของบริษัทนี้ และเป็นสมาชิกบัตรที่ว่าด้วย แต่ก็ยังไม่เคยลองใช้สิทธิร่วมกิจกรรมต่างๆที่ว่ามาเลยสักอย่างๆ ทั้งๆที่แต่ละกิจกรรมล้วนน่าสนใจ และเป็นกิจกรรมดีๆที่ช่วยเติมเต็มชีวิตไม่ให้ว่างเปล่า ตรงตามคอนเซ็ปของบล็อกนี้ (Anti-blanklife) เป๊ะเลย

                   เหตุผลที่ยังไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรม อย่างหนึ่งก็ด้วยเวลาและโอกาสที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวย และอีกอย่างหนึ่งคือ ถึงมีเวลาและโอกาส ก็คงตัดสินใจเลือกยากว่าจะทำอะไรก่อนดี

                   คุณคิดเหมือนกันมั้ยว่า...บางทีชีวิตของคนเรามันก็มีเวลาจำกัด เกินกว่าที่จะบรรจุทุกเรื่องทุกอย่างที่เราอยากทำลงไปได้ทั้งหมด จึงต้องมีการคัดเลือก จัดลำดับความสำคัญว่า ควรทำอะไรก่อนหลัง อะไรที่ไม่ควรทำต้องตัดไป เพื่อให้การใช้ชีวิตหนึ่งชีวิตนี้คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปมากที่สุด

                   เคยมีคนเค้าเปรียบเทียบให้ฟังว่า ชีวิตก็เหมือนกับขวดโหลใบหนึ่ง ส่วนกิจกรรมต่างๆของชีวิตก็เหมือนกับก้อนหินขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ไปจนถึงเม็ดทรายหยาบ-ละเอียด แตกต่างกันไปตามความสำคัญ ทำอย่างไรเราจึงจะบรรจุก้อนหิน ดิน ทรายเหล่านั้นลงไปให้ได้มากที่สุด โดยที่เหลือช่องว่างในขวดโหลให้น้อยที่สุด และมีข้อแม้ว่า ขวดโหลนั้นต้องไม่แตก หรือถูกกระทบกระเทือนเกินไปด้วย

                   คำตอบก็คือ คุณต้องเลือกบรรจุหินก้อนใหญ่ๆลงไปก่อน เมื่อมีช่องว่างเหลือ จึงค่อยลองใส่ก้อนเล็กตามลงไป จนถึงลำดับสุดท้ายคือเททรายเม็ดเล็กๆเติมลงไปให้เต็ม

                   แต่ถ้าคุณเลือกที่จะใส่หินก้อนเล็กหรือเททรายลงไปก่อน ถ้าทรายหมดแล้ว ยังมีช่องว่างเหลืออยู่ แต่ไม่มากพอที่จะบรรจุหินก้อนใหญ่ลงไปได้ คุณก็คงต้องปล่อยให้ขวดโหลมีช่องว่างอยู่อย่างนั้น ถ้าจะหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบตกกระไดพลอยโจนไปก็คือ หาทรายหรือหินก้อนเล็กๆมาใส่เพิ่ม สุดท้ายแล้วขวดโหลของคุณก็จะมีแต่เม็ดดิน หิน ทรายก้อนเล็กๆเท่านั้น

                   คนจำนวนไม่น้อยเพลิดเพลินกับการเติมเม็ดดินเม็ดทรายใส่ขวดโหลตั้งแต่ช่วงต้นๆของชีวิต โดยไม่สนใจหินก้อนใหญ่ อ้างว่าหนักเกินไปบ้าง หยิบจับยากบ้าง เลยผัดผ่อนการบรรจุหินก้อนนั้นใส่ขวดโหล กว่าจะนึกได้ เม็ดดินเม็ดทรายก็กินพื้นที่ในขวดโหลไปเกือบครึ่งแล้ว และขวดโหลใบนี้ไม่สามารถเทสิ่งที่ใส่ลงไปแล้วทิ้งเพื่อบรรจุใหม่ได้ และหินก้อนใหญ่นั้นก็ไม่อาจย่อยให้เล็กลงได้ด้วย จึงต้องมานั่งกุมขมับคิดหาสิ่งที่จะมาเติมเต็มพื้นที่ที่เหลือในขวดโหล

                   หินก้อนใหญ่ของแต่ละคนไม่จะเป็นต้องมีขนาดและจำนวนเท่ากัน  คนส่วนใหญ่อาจจะมีเป้าหมายหลักของชีวิตเป็นหินก้อนใหญ่ก้อนเดียว แต่ก็มีอีกหลายคนที่แบกรับภาระหน้าที่มากกว่าหนึ่งอย่างในเวลาเดียวกัน เป็นหินใหญ่หลายก้อนที่ขนาดเท่าๆกัน ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการจัดเรียงมันลงในขวดโหลชีวิตให้พอดีและสมดุล

                   เด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น(แม้ว่าจะพ้นวัยเด็กและกำลังจะก้าวผ่านความเป็นเยาวชนแล้วก็ตาม...) คุณอาจจะบอกว่า หินก้อนใหญ่จริงๆของพวกเขาคือ การเรียน ส่วนการทำงานเป็นหินขนาดรองลงมา นั่นไม่ผิด แต่ก็ไม่ใช่ว่าถูกทั้งหมด อย่างผมเองหากถามว่างานสำคัญมั้ย ตอบได้ว่าอันดับหนึ่ง เพราะไม่มีงาน ก็ไม่มีเงิน ไม่มีจะกินสิครับ(ตรงไปมั้ยเนี่ย) ในขณะเดียวกัน การศึกษาต่อซึ่งทำควบคู่กันไปก็สำคัญไม่น้อยกว่ากัน เพราะหากไม่ทำเพื่อเพิ่มคุณวุฒิให้ตัวเอง ก็คงเป็นได้แค่ “...ผู้น้อยคอยก้มประณมกร เหนื่อยไปก่อนคงสบายเมื่อตายเอย!”เท่านั้น ดังนั้น ทั้งสองอย่างนี้จึงเป็นหินใหญ่สองก้อนที่ต้องจัดวางใส่โหลให้สมดุล

                   เช่นเดียวกับอีกหลายๆคนที่สวมบทบาทหลายสถานะ เป็นคนทำงานที่หามรุ่งหามค่ำ และเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องมีเวลาดูแลลูกๆรวมถึงคนในครอบครัวด้วย หรือเป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องบริการประชาชน แต่เรื่องส่วนตัวก็ต้องทำให้ดีไม่ให้มีภาพลักษณ์ด้านลบ อย่างนี้เป็นต้น

                    เอาเถอะ...ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะใด มีเรื่องราวให้ทำมากน้อยแค่ไหน ก็ขอให้คุณพิจารณาตัดสินใจเลือกได้ว่า อะไรคือหินก้อนใหญ่ในชีวิตคุณ ที่จะบรรจุลงในขวดโหลให้เต็มได้ ผมขอเอาใจช่วยละกันครับ....

30 พฤษภาคม 2554

ให้อาหารปลา = ให้อาหารใจ



                   ผมเป็นคนที่ไม่เคยมีสัตว์เลี้ยงคู่ใจเป็นของตนเอง ไม่ใช่ว่าไม่รักสัตว์นะ เพียงแต่ไม่มีโอกาสและเวลาพอที่จะเลี้ยงดูพวกเค้าเป็นเรื่องเป็นราวเท่านั้น

ที่ผ่านๆมาถ้าจะค้นหาว่าเคยดูแลเลี้ยงดูอะไรมาบ้าง ก็ตอบได้เลยว่า เลี้ยงดูคนนี่แหล่ะครับมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเลี้ยงตัวเอง ดูแลคนในครอบครัว เต็มที่กับเพื่อนฝูง เทคแคร์คนพิเศษ

 สรุปแล้วคืออุทิศเวลา กำลัง และหัวใจให้เพื่อนมนุษย์ซะเป็นส่วนใหญ่

                   แต่แล้วก็บรรดาเพื่อนมนุษย์ที่ทุ่มเททั้งกาย-ใจให้นี่แหล่ะครับ ที่บางครั้งก็กลับกลายเป็นต้นเหตุให้ต้องพบกับความเจ็บปวด ผิดหวัง เหนื่อยล้า ท้อแท้ และอีกสารพัดอารมณ์ที่บั่นทอนจิตใจ จนบางครั้งต้องกลับมาทบทวนว่า เลี้ยงคนกับเลี้ยงสัตว์เนี่ยอะไรมันดีกว่ากัน??

                   อ๊ะๆๆอย่าเพิ่งทำหน้าอย่างนั้นสิครับ...ขอโทษถ้าคำพูดตรงๆของผมทำให้คุณรู้สึกอึดอัด ผมแค่กำลังจะบอกคุณว่า ในบางครั้งที่เกิดความเบื่อหน่ายสิ่งแวดล้อมรอบกายหรือสถานการณ์ที่เผชิญอยู่อันเนื่องมาจากมนุษย์เป็นต้นเหตุ ผมก็มักจะหวนคิด-โหยหาถึงสิ่งอื่นที่พอจะช่วยผ่อนคลายอารมณ์และสุขภาพจิตใจที่ถูกทำลายโดยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

หนึ่งในนั้นก็คือสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็น นก หนู ปลา กระต่าย หรืออะไรก็แล้วแต่

                   แต่ก็อย่างที่บอกแหล่ะครับว่า ผมไม่มีสัตว์เลี้ยงของตัวเองเป็นเรื่องเป็นราวซักทีนี่นา จะไปเล่นกับสัตว์เลี้ยงแสนรักของคนอื่นอยู่เรื่อยๆก็เกรงใจเจ้าของเค้า แล้วทำไงดี....

                   ลืมบอกไปว่า ผมเป็นเด็กบ้านนอกที่บ้านอยู่ข้างวัด และเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสเข้าวัดค่อนข้างบ่อย และภาพหนึ่งที่ผมเห็นจนชินตาในวัดซึ่งได้ชื่อว่าเป็น เขตอภัยทาน คือ บรรดาสมาชิกเขตฯอันประกอบด้วย หมู หมา กา ไก่ และแถมท้ายด้วยปลา!

                    ผมเคยให้อาหารบรรดาท่านสมาชิกเขตฯเหล่านั้นมาเกือบทุกชนิด แล้วผมก็ค้นพบ(ของผมเองนะ)ว่า ท่านสมาชิกที่รับอาหารแล้วทำให้ผู้ให้เกิดความสบายอกสบายใจขึ้นมาอย่างประหลาด ก็คือ ปลา ครับ...

                   ผมไม่ได้ลำเอียงหรือหลายมาตรฐานนะครับ...สมาชิกท่านอื่นๆผมให้แล้วก็รู้สึกดี แต่สู้ให้ท่านปลาไม่ได้...

                   ผมเลยมานั่งคิดหาเหตุผลว่า ทำไมเมื่อให้อาหารปลาแล้วทำให้เรารู้สึกดี ผ่อนคลายขึ้นมาอย่างน่าพิศวง?

                   แล้วผมก็สรุปเป็นทฤษฎีของผมเองนี่แหละครับ ว่า

 
                            1.ด้วยบรรยากาศพาไป คือ การได้มานั่งอยู่ริมสระหรือบ่อน้ำ ลมโชยมาเย็นๆ พัดพาผิวน้ำระเรื่อยไหลเป็นระลอกริ้ว มีบรรดาปลาหลากหลายดำผุดดำว่าย เสียงจ๋อมแจ๋มๆฟังดูเหมือนดนตรีธรรมชาติที่ไพเราะกว่าเครื่องดนตรีชิ้นไหนๆ เลยช่วยขับกล่อมให้อารมณ์และจิตใจของเราผ่อนคลายลงได้

                   2.ปกติแล้วปลาในวัดแม้จะไม่มีใครแสดงสิทธิเป็นเจ้าของเด็ดขาด (แม้แต่เจ้าอาวาสก็เถอะ!) แต่คนทั่วไปก็จะสำนึกเองว่า พวกเค้าเป็นสมบัติของวัด จึงไม่มีใครมารบกวนด้วยอวน แห หรือเบ็ด ทำให้พวกเค้าอยู่รอดปลอดภัยจนตัวใหญ่โต (ลองไปดูปลาที่เลี้ยงไว้ตามวัดสิ..ส่วนใหญ่แล้วตัวมหึมากันทั้งนั้น) เวลาให้อาหารไป เราก็เพลิดเพลินกับการชมการเจริญเติบโตของพวกเค้าไปด้วย มันก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง คล้ายๆกับว่า เรามีส่วนเลี้ยงดูพวกเค้าให้เติบโตมาด้วย

                   3.ความรู้สึกในวินาทีที่เราหว่าน หรือหยอด หรือโยนอาหารลงไปให้พวกเค้า แล้วพวกเค้าดำผุดดำว่ายขึ้นมาแย่งกันกินอาหารที่เราให้ไป มันเป็นอารมณ์ปิติสุขที่ละเอียดอ่อนอย่างหนึ่งนะ อาจจะอธิบายยากหน่อย แต่ถ้ามีโอกาสลองทำดูแล้วจะเข้าใจ

                   4.ส่วนใหญ่แล้วทางวัดต่างๆจะเตรียมอาหารปลา ไม่ว่าจะเป็นอาหารเม็ด หรือพวกขนมปังไว้บริการนักท่องเที่ยวหรือผู้ใจบุญที่เข้าไป โดยเราสามารถบริจาคค่าอาหารปลาได้ตามศรัทธา หรือตามราคาที่กำหนดซึ่งก็ไม่แพงมากนัก เงินที่บริจาคไป ส่วนหนึ่งหลังจากหักค่าใช้จ่าย(ต้นทุนอาหารปลา)แล้ว ก็คงไม่ได้เอาไปไหน นอกจากเข้าวัดเป็นค่าใช้จ่ายหรือบูรณะซ่อมแซม สร้างศาสนสถานหรือศาสนวัตถุ ดังนั้น ก็ถือว่าเราได้ทำบุญกับวัดอีกต่อหนึ่งด้วย

                   5.ที่สำคัญที่สุด คือ ความรู้สึกของการเป็นผู้ให้ มันเป็นความสุขที่สามารถเอาชนะอารมณ์ด้านลบที่กำลังกัดกินใจเราอยู่ได้

                   วันไหนถ้าคุณเหนื่อยล้า เบื่อหน่าย หรือรู้สึกว่าชีวิตมันช่างว่างเปล่า เบาโหวงเสียนี่กระไร คุณลองหาเวลาสักพักหนึ่ง แวะเข้าไปให้อาหารปลาที่วัดใกล้ๆบ้านคุณ นั่งปล่อยอารมณ์ โยนความรู้สึกด้านลบที่บีบรัดหัวใจคุณลงไปให้ปลากิน หรือละลายมันไปกับสายน้ำดูบ้าง แล้วคุณจะรู้สึกว่า อย่างน้อยชีวิตของคุณก็ยังมีค่า และคุณอาจจะให้คำตอบแก่ตัวเองได้ว่า คุณจะจัดการอย่างไรกับชีวิตต่อไป...

29 พฤษภาคม 2554

“ชีวิตที่หายไป”

                   เคยได้ยินกวีนิพนธ์บทหนึ่ง ของอังคาร กัลลยาณพงศ์ ที่รำพึงว่า

“...อนิจจา-น่าเสียดาย

ฉันทำชีวิตหายไปเสียครึ่ง....”

          ผมไม่แน่ใจหรอกนะว่า ชีวิตที่หายไปครึ่งหนึ่งของกวีท่านนี้ เป็นช่วงใดบ้างของชีวิต แต่ถ้าเอาตามความเข้าใจของผม ช่วงชีวิตที่สูญหายไป ก็คือช่วงเวลาที่เราปล่อยชีวิตให้อยู่ไปวันๆอย่างไร้ค่า โดยไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาเป็นชิ้นเป็นอัน

          จริงอยู่...ชีวิตไม่ใช่ธุรกิจการลงทุนที่ต้องได้กำไรเป็นผลตอบแทนเสมอไป แต่การใช้ชีวิตให้ดำเนินไปตามกาลเวลาที่ผันผ่านก็คงไม่ต่างจากการหว่านเมล็ดพืชลงบนพื้นดิน ถ้ามันไม่งอกออกมาก็แสดงว่า เมล็ดนั้นเหี่ยวแห้ง ลีบ และหล่นหายไป นั่นก็ย่อมหมายถึง ความสูญเปล่าจากกการหล่นหายนั้นด้วย

          แน่ละ...ผมเชื่อว่า ทุกคนต้องมีช่วงเวลาที่เผลอทำชีวิตหล่นหายด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ช่วงเวลานั้นจะยาวนานมากน้อยแตกต่างกันไป แต่โดยมากแล้ว ช่วงเวลาที่ว่านี้ น่าจะเป็นช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นมากกว่าวัยอื่น

          คงไม่มีใครปฏิเสธว่า มีน้อยคนที่จะมีความระมัดระวังในการใช้ชีวิตช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นมากพอที่จะเก็บรักษาเรื่องราวดีๆในชีวิตไว้ได้ครบถ้วน เพราะคนในวัยนี้ใช้ชีวิตค่อนข้างฟุ่มเฟือย บางทีชีวิตมันหล่นหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ตัว มารู้สึกตัวอีกทีก็อาจจะต้องมารำพึงรำพันบ่นเสียดายเหมือนกวีที่ยกมาข้างต้น

          ที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรมากนักหรอก...ก็เหมือนกับการลำเลียงน้ำไปตามระยะทางที่ยาวไกล น้ำก็อาจจะหกได้บ้างได้บ้าง ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่นั่นแหล่ะ...ถ้าทำได้ เราก็คงประคับประคองให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด

          วิธีการป้องกันความสูญเสียที่(คิดว่า)ดีที่สุด ก็คือ การวางแผนชีวิต

          ฟังดูเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกันนะ ก็ชีวิตคนเราไม่ใช่หมากกระดานหรือเกมส์ออนไลน์ที่จะหลับหูหลับตาเล่นมั่วๆได้นี่น่า การวางแผนชีวิตก็คงต้องรอบคอบและคิดหนักกันหน่อย

          แต่คุณลืมไปอย่างหนึ่งหรือเปล่าว่า ไม่มีใครเขามาบังคับให้คุณต้องวางแผนแบบรวดเดียวจบนี่ครับ

          ว.แหวน แห่งสำนักพิมพ์ใยไหม เคยเขียนไว้ในหนังสือ “ชีวิตเรา...เอาไงดี?” ของเธอว่า ชีวิตเราไม่ใช่เรื่องรีบร้อน เราไม่ได้กำลังแข่งขันเพื่อทำสถิติโลก หรือหวังเหรียญทองโอลิมปิกอยู่นะ!

          ผมว่าก็จริงของเธอนะ...เราเคยเรียนวิชาสังคมศึกษาตอนมัธยม  อาจารย์บอกว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังต้องค่อยๆดำเนินการเป็นขั้นตอน โดยร่างและเขียนใหม่ทุกๆห้าปี หรือแม้แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ยังปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาเกือบยี่สิบฉบับแล้ว ประสาอะไรกับแผนชีวิตคนเรา ใจคอจะวางแบบรวดเดียวจบเลยรึไงครับ?

          แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น-ผมก็ไม่ได้สนับสนุนให้คุณอ้อยอิ่งจนกลายเป็นอืดอาดไปอีกนะ! เพราะหัวใจสำคัญอีกอย่างของการป้องกันชีวิตหล่นหายที่ผมกำลังจะบอกก็คือ การยึดหลัก “ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ” ยิ่งเริ่มต้นเร็วแค่ไหน ก็เหมือนเราได้อุดช่องโหว่ที่เป็นช่องทางตกหล่นของชีวิตได้เร็วทันการณ์แค่นั้น

          มันอาจจะเป็นการเสียเวลา ถ้าเราคิดจะกลับไปค้นหาชีวิตที่หล่นหายไป แต่มันก็ยังไม่สาย ถ้าเราจะคิดเริ่มต้นเก็บรายละเอียดของชีวิตตั้งแต่วันนี้