คุณคงจำโฆษณานี้ได้นะครับ
ผมเองก็เป็นลูกค้าคนหนึ่งของบริษัทนี้ และเป็นสมาชิกบัตรที่ว่าด้วย แต่ก็ยังไม่เคยลองใช้สิทธิร่วมกิจกรรมต่างๆที่ว่ามาเลยสักอย่างๆ ทั้งๆที่แต่ละกิจกรรมล้วนน่าสนใจ และเป็นกิจกรรมดีๆที่ช่วยเติมเต็มชีวิตไม่ให้ว่างเปล่า ตรงตามคอนเซ็ปของบล็อกนี้ (Anti-blanklife) เป๊ะเลย
เหตุผลที่ยังไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรม อย่างหนึ่งก็ด้วยเวลาและโอกาสที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวย และอีกอย่างหนึ่งคือ ถึงมีเวลาและโอกาส ก็คงตัดสินใจเลือกยากว่าจะทำอะไรก่อนดี
คุณคิดเหมือนกันมั้ยว่า...บางทีชีวิตของคนเรามันก็มีเวลาจำกัด เกินกว่าที่จะบรรจุทุกเรื่องทุกอย่างที่เราอยากทำลงไปได้ทั้งหมด จึงต้องมีการคัดเลือก จัดลำดับความสำคัญว่า ควรทำอะไรก่อนหลัง อะไรที่ไม่ควรทำต้องตัดไป เพื่อให้การใช้ชีวิตหนึ่งชีวิตนี้คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปมากที่สุด
เคยมีคนเค้าเปรียบเทียบให้ฟังว่า ชีวิตก็เหมือนกับขวดโหลใบหนึ่ง ส่วนกิจกรรมต่างๆของชีวิตก็เหมือนกับก้อนหินขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ไปจนถึงเม็ดทรายหยาบ-ละเอียด แตกต่างกันไปตามความสำคัญ ทำอย่างไรเราจึงจะบรรจุก้อนหิน ดิน ทรายเหล่านั้นลงไปให้ได้มากที่สุด โดยที่เหลือช่องว่างในขวดโหลให้น้อยที่สุด และมีข้อแม้ว่า ขวดโหลนั้นต้องไม่แตก หรือถูกกระทบกระเทือนเกินไปด้วย
คำตอบก็คือ คุณต้องเลือกบรรจุหินก้อนใหญ่ๆลงไปก่อน เมื่อมีช่องว่างเหลือ จึงค่อยลองใส่ก้อนเล็กตามลงไป จนถึงลำดับสุดท้ายคือเททรายเม็ดเล็กๆเติมลงไปให้เต็ม
แต่ถ้าคุณเลือกที่จะใส่หินก้อนเล็กหรือเททรายลงไปก่อน ถ้าทรายหมดแล้ว ยังมีช่องว่างเหลืออยู่ แต่ไม่มากพอที่จะบรรจุหินก้อนใหญ่ลงไปได้ คุณก็คงต้องปล่อยให้ขวดโหลมีช่องว่างอยู่อย่างนั้น ถ้าจะหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบตกกระไดพลอยโจนไปก็คือ หาทรายหรือหินก้อนเล็กๆมาใส่เพิ่ม สุดท้ายแล้วขวดโหลของคุณก็จะมีแต่เม็ดดิน หิน ทรายก้อนเล็กๆเท่านั้น
คนจำนวนไม่น้อยเพลิดเพลินกับการเติมเม็ดดินเม็ดทรายใส่ขวดโหลตั้งแต่ช่วงต้นๆของชีวิต โดยไม่สนใจหินก้อนใหญ่ อ้างว่าหนักเกินไปบ้าง หยิบจับยากบ้าง เลยผัดผ่อนการบรรจุหินก้อนนั้นใส่ขวดโหล กว่าจะนึกได้ เม็ดดินเม็ดทรายก็กินพื้นที่ในขวดโหลไปเกือบครึ่งแล้ว และขวดโหลใบนี้ไม่สามารถเทสิ่งที่ใส่ลงไปแล้วทิ้งเพื่อบรรจุใหม่ได้ และหินก้อนใหญ่นั้นก็ไม่อาจย่อยให้เล็กลงได้ด้วย จึงต้องมานั่งกุมขมับคิดหาสิ่งที่จะมาเติมเต็มพื้นที่ที่เหลือในขวดโหล
หินก้อนใหญ่ของแต่ละคนไม่จะเป็นต้องมีขนาดและจำนวนเท่ากัน คนส่วนใหญ่อาจจะมีเป้าหมายหลักของชีวิตเป็นหินก้อนใหญ่ก้อนเดียว แต่ก็มีอีกหลายคนที่แบกรับภาระหน้าที่มากกว่าหนึ่งอย่างในเวลาเดียวกัน เป็นหินใหญ่หลายก้อนที่ขนาดเท่าๆกัน ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการจัดเรียงมันลงในขวดโหลชีวิตให้พอดีและสมดุล
เด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น(แม้ว่าจะพ้นวัยเด็กและกำลังจะก้าวผ่านความเป็นเยาวชนแล้วก็ตาม...) คุณอาจจะบอกว่า หินก้อนใหญ่จริงๆของพวกเขาคือ การเรียน ส่วนการทำงานเป็นหินขนาดรองลงมา นั่นไม่ผิด แต่ก็ไม่ใช่ว่าถูกทั้งหมด อย่างผมเองหากถามว่างานสำคัญมั้ย ตอบได้ว่าอันดับหนึ่ง เพราะไม่มีงาน ก็ไม่มีเงิน ไม่มีจะกินสิครับ(ตรงไปมั้ยเนี่ย) ในขณะเดียวกัน การศึกษาต่อซึ่งทำควบคู่กันไปก็สำคัญไม่น้อยกว่ากัน เพราะหากไม่ทำเพื่อเพิ่มคุณวุฒิให้ตัวเอง ก็คงเป็นได้แค่ “...ผู้น้อยคอยก้มประณมกร เหนื่อยไปก่อนคงสบายเมื่อตายเอย!”เท่านั้น ดังนั้น ทั้งสองอย่างนี้จึงเป็นหินใหญ่สองก้อนที่ต้องจัดวางใส่โหลให้สมดุล
เช่นเดียวกับอีกหลายๆคนที่สวมบทบาทหลายสถานะ เป็นคนทำงานที่หามรุ่งหามค่ำ และเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องมีเวลาดูแลลูกๆรวมถึงคนในครอบครัวด้วย หรือเป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องบริการประชาชน แต่เรื่องส่วนตัวก็ต้องทำให้ดีไม่ให้มีภาพลักษณ์ด้านลบ อย่างนี้เป็นต้น
เอาเถอะ...ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะใด มีเรื่องราวให้ทำมากน้อยแค่ไหน ก็ขอให้คุณพิจารณาตัดสินใจเลือกได้ว่า อะไรคือหินก้อนใหญ่ในชีวิตคุณ ที่จะบรรจุลงในขวดโหลให้เต็มได้ ผมขอเอาใจช่วยละกันครับ....