ผมเป็นคนที่ไม่เคยมีสัตว์เลี้ยงคู่ใจเป็นของตนเอง ไม่ใช่ว่าไม่รักสัตว์นะ เพียงแต่ไม่มีโอกาสและเวลาพอที่จะเลี้ยงดูพวกเค้าเป็นเรื่องเป็นราวเท่านั้น
ที่ผ่านๆมาถ้าจะค้นหาว่าเคยดูแลเลี้ยงดูอะไรมาบ้าง ก็ตอบได้เลยว่า เลี้ยงดูคนนี่แหล่ะครับมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเลี้ยงตัวเอง ดูแลคนในครอบครัว เต็มที่กับเพื่อนฝูง เทคแคร์คนพิเศษ
สรุปแล้วคืออุทิศเวลา กำลัง และหัวใจให้เพื่อนมนุษย์ซะเป็นส่วนใหญ่
แต่แล้วก็บรรดาเพื่อนมนุษย์ที่ทุ่มเททั้งกาย-ใจให้นี่แหล่ะครับ ที่บางครั้งก็กลับกลายเป็นต้นเหตุให้ต้องพบกับความเจ็บปวด ผิดหวัง เหนื่อยล้า ท้อแท้ และอีกสารพัดอารมณ์ที่บั่นทอนจิตใจ จนบางครั้งต้องกลับมาทบทวนว่า เลี้ยงคนกับเลี้ยงสัตว์เนี่ยอะไรมันดีกว่ากัน??
อ๊ะๆๆอย่าเพิ่งทำหน้าอย่างนั้นสิครับ...ขอโทษถ้าคำพูดตรงๆของผมทำให้คุณรู้สึกอึดอัด ผมแค่กำลังจะบอกคุณว่า ในบางครั้งที่เกิดความเบื่อหน่ายสิ่งแวดล้อมรอบกายหรือสถานการณ์ที่เผชิญอยู่อันเนื่องมาจากมนุษย์เป็นต้นเหตุ ผมก็มักจะหวนคิด-โหยหาถึงสิ่งอื่นที่พอจะช่วยผ่อนคลายอารมณ์และสุขภาพจิตใจที่ถูกทำลายโดยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
หนึ่งในนั้นก็คือสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็น นก หนู ปลา กระต่าย หรืออะไรก็แล้วแต่
แต่ก็อย่างที่บอกแหล่ะครับว่า ผมไม่มีสัตว์เลี้ยงของตัวเองเป็นเรื่องเป็นราวซักทีนี่นา จะไปเล่นกับสัตว์เลี้ยงแสนรักของคนอื่นอยู่เรื่อยๆก็เกรงใจเจ้าของเค้า แล้วทำไงดี....
ลืมบอกไปว่า ผมเป็นเด็กบ้านนอกที่บ้านอยู่ข้างวัด และเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสเข้าวัดค่อนข้างบ่อย และภาพหนึ่งที่ผมเห็นจนชินตาในวัดซึ่งได้ชื่อว่าเป็น เขตอภัยทาน คือ บรรดาสมาชิกเขตฯอันประกอบด้วย หมู หมา กา ไก่ และแถมท้ายด้วยปลา!
ผมเคยให้อาหารบรรดาท่านสมาชิกเขตฯเหล่านั้นมาเกือบทุกชนิด แล้วผมก็ค้นพบ(ของผมเองนะ)ว่า ท่านสมาชิกที่รับอาหารแล้วทำให้ผู้ให้เกิดความสบายอกสบายใจขึ้นมาอย่างประหลาด ก็คือ ปลา ครับ...
ผมไม่ได้ลำเอียงหรือหลายมาตรฐานนะครับ...สมาชิกท่านอื่นๆผมให้แล้วก็รู้สึกดี แต่สู้ให้ท่านปลาไม่ได้...
ผมเลยมานั่งคิดหาเหตุผลว่า ทำไมเมื่อให้อาหารปลาแล้วทำให้เรารู้สึกดี ผ่อนคลายขึ้นมาอย่างน่าพิศวง?
แล้วผมก็สรุปเป็นทฤษฎีของผมเองนี่แหละครับ ว่า
1.ด้วยบรรยากาศพาไป คือ การได้มานั่งอยู่ริมสระหรือบ่อน้ำ ลมโชยมาเย็นๆ พัดพาผิวน้ำระเรื่อยไหลเป็นระลอกริ้ว มีบรรดาปลาหลากหลายดำผุดดำว่าย เสียงจ๋อมแจ๋มๆฟังดูเหมือนดนตรีธรรมชาติที่ไพเราะกว่าเครื่องดนตรีชิ้นไหนๆ เลยช่วยขับกล่อมให้อารมณ์และจิตใจของเราผ่อนคลายลงได้
2.ปกติแล้วปลาในวัดแม้จะไม่มีใครแสดงสิทธิเป็นเจ้าของเด็ดขาด (แม้แต่เจ้าอาวาสก็เถอะ!) แต่คนทั่วไปก็จะสำนึกเองว่า พวกเค้าเป็นสมบัติของวัด จึงไม่มีใครมารบกวนด้วยอวน แห หรือเบ็ด ทำให้พวกเค้าอยู่รอดปลอดภัยจนตัวใหญ่โต (ลองไปดูปลาที่เลี้ยงไว้ตามวัดสิ..ส่วนใหญ่แล้วตัวมหึมากันทั้งนั้น) เวลาให้อาหารไป เราก็เพลิดเพลินกับการชมการเจริญเติบโตของพวกเค้าไปด้วย มันก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง คล้ายๆกับว่า เรามีส่วนเลี้ยงดูพวกเค้าให้เติบโตมาด้วย
3.ความรู้สึกในวินาทีที่เราหว่าน หรือหยอด หรือโยนอาหารลงไปให้พวกเค้า แล้วพวกเค้าดำผุดดำว่ายขึ้นมาแย่งกันกินอาหารที่เราให้ไป มันเป็นอารมณ์ปิติสุขที่ละเอียดอ่อนอย่างหนึ่งนะ อาจจะอธิบายยากหน่อย แต่ถ้ามีโอกาสลองทำดูแล้วจะเข้าใจ
4.ส่วนใหญ่แล้วทางวัดต่างๆจะเตรียมอาหารปลา ไม่ว่าจะเป็นอาหารเม็ด หรือพวกขนมปังไว้บริการนักท่องเที่ยวหรือผู้ใจบุญที่เข้าไป โดยเราสามารถบริจาคค่าอาหารปลาได้ตามศรัทธา หรือตามราคาที่กำหนดซึ่งก็ไม่แพงมากนัก เงินที่บริจาคไป ส่วนหนึ่งหลังจากหักค่าใช้จ่าย(ต้นทุนอาหารปลา)แล้ว ก็คงไม่ได้เอาไปไหน นอกจากเข้าวัดเป็นค่าใช้จ่ายหรือบูรณะซ่อมแซม สร้างศาสนสถานหรือศาสนวัตถุ ดังนั้น ก็ถือว่าเราได้ทำบุญกับวัดอีกต่อหนึ่งด้วย
5.ที่สำคัญที่สุด คือ ความรู้สึกของการเป็นผู้ให้ มันเป็นความสุขที่สามารถเอาชนะอารมณ์ด้านลบที่กำลังกัดกินใจเราอยู่ได้
วันไหนถ้าคุณเหนื่อยล้า เบื่อหน่าย หรือรู้สึกว่าชีวิตมันช่างว่างเปล่า เบาโหวงเสียนี่กระไร คุณลองหาเวลาสักพักหนึ่ง แวะเข้าไปให้อาหารปลาที่วัดใกล้ๆบ้านคุณ นั่งปล่อยอารมณ์ โยนความรู้สึกด้านลบที่บีบรัดหัวใจคุณลงไปให้ปลากิน หรือละลายมันไปกับสายน้ำดูบ้าง แล้วคุณจะรู้สึกว่า อย่างน้อยชีวิตของคุณก็ยังมีค่า และคุณอาจจะให้คำตอบแก่ตัวเองได้ว่า คุณจะจัดการอย่างไรกับชีวิตต่อไป...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น