คำทักทาย

ขอบคุณที่แวะมาเติมเต็มสิ่งดีๆให้กันและกันครับ ^_^

26 มิถุนายน 2555

ร่วมไว้อาลัย "หวังเต๊ะ" พ่อครูลำตัดผู้จัดเจน.....

ที่จริงวันนี้มีเรื่องให้เขียนอยู่สองเรื่องใหญ่ๆ คือ เนื่องในวันนี้เป็นวันรำลึกบรมครูกลอนสุนทรภู่ กวีเอกของโลกและเป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลกด้วย แต่เห็นว่าเรื่องราวเหล่านี้ได้รับการนำเสนออย่างแพร่หลายมาเป็นประจำทุกปี และพอดีเมื่อเช้าผมได้ข่าวการเสียชีวิตของ "หวังเต๊ะ" ลำตัดชื่อดัง จึงตกลงใจเขียนบทความไว้อาลัยแก่ท่านแทน


ข่าวการเสียชีวิตของนายหวังดี นิมา หรือ "หวังเต๊ะ" เมื่อ 03.00 ของวันนี้ แม้จะไม่ใช่ข่าวใหญ่ครึกโครม แต่ก็ได้รับความสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกับคนรุ่นคุณลุงคุณป้าที่คงร้จักคุ้นคยกับศิลปินแห่งชาติท่านนี้ดี

ผมเองก็ทันได้เคยสัมผัสกับฝีมือการร้องเล่นลำตัดของ "หวังเต๊ะ" อยู่ในตอนเด็ก พ่อผมแกมีเทปคลาสเซทบันทึกการแสดงลำตัดอยู่หลายม้วน และแกก็ชอบเปิดฟังในยามว่าง ซึ่งก็แน่นอนว่า ผมได้มีโอกาสซึมซับมนต์เสน่ห์เฉพาะตัวของเพลงพื้นบ้านเหล่านั้นจากเทปคลาสเซทเหล่านั้นเอง



จำได้ว่า ถ้าเป็นลำตัดชื่อดังในตอนนั้น ฝ่ายชายก็หนีไม่พ้น "หวังเต๊ะ" และก็มีฝ่ายหญิงคือ แม่ประยูร ถ้าสองท่านนี้มาประชันกันเวทีไหนละก็สนุกอย่าบอกใครทีเดียว ทุกวันนี้หากใครมีโอกาสลองหาชมดู จะพบว่าการแสดงของศิลปินเหล่านั้นยังคงเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้อยู่เสมอ

สิ่งหนึ่งที่ผมทึ่งคือ  ตอนแรกผมเข้าใจว่า ศิลปินที่มีความสามารถด้านเพลงพื้นบ้านลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะมีกำเนิดเป็นในเมืองที่เรียกว่า ถิ่นกำเนิดศิลปินลูกทุ่ง เช่น สุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง เป็นต้น แต่ "หวังเต๊ะ" มีถิ่นกำเนิดที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นปริมณฑลชานกรุงนี่เอง

และที่พิศวงมากไปกว่านั้น คือ "หวังเต๊ะ" เป็นมุสลิม ซึ่งปกติผมเคยเห็นศิลปินชาวมุสลิมโดดเด่นในการขับร้องเพลงแนวที่เน้นลูกคอลูกเอื้อน ( ซึ่งเข้าใจว่า มีพื้นฐานมาจากบทสวดในศาสนา) เช่น เพลงลูกท่ง เพื่อชีวิต แต่ "หวังเต๊ะ" กลับเป็นศิลปินที่โดดเด่นในการแสดงเพลงพื้นพื้นบ้าน ซึ่งในสมัยก่อนก็ละเล่นกันตามงานบ้านงานวัด นับว่าเป็นประจักษ์พยานอย่างหนึ่งว่า ศิลปะการแสดงเป็นศาสตร์ที่หลอมรวมทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติศาสนาให้มาดื่มด่ำความบันเทิงร่วมกันได้

"หวังเต๊ะ"มุ่งมั่นสร้างความบันเทิง ดำรงความงดงามของศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้านมากว่า 40 ปี รางวัล "ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประเภทเพลงพื้นบ้าน" ที่ท่านได้รับใน พ.ศ.251 คงเป็นเครื่องยืนยันความสามารถและความรักในความเป็นไทยขอท่านได้ดี

น่าเสียดายนักที่สังขารของพ่อเพลงชื่อดังต้องถูกบั่นทอนด้วยโรคมะเร็งตับ ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2554 จนกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่อเวลา 03.00 ที่ผ่านมา



นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2468 ที่โลกได้ต้อนรับทารกน้อยที่เกิดมาเพื่อจะเป็นศิลปินเอกด้านการแสดงเพลงพื้นบ้าน จนกระทั่งเวลาตีสามของวันที่ 26 มิถุนายน 2555 เป็นเวลา 84 ปี ที่หวังเต๊ะได้ดำรงชีวิตอยู่เพื่อสร้างความสุขให้คนไทย และคนทั้งโลก--หากพวกเขาสามารถเข้าใจภาษาเราได้ นับว่าหนึ่งชีวิตของท่านไม่ว่างเปล่า ความรัก ความผูกพันในสิ่งที่ท่านทำอยู่คือสิ่งที่เติมเต็มชีวิตของพ่อเพลงผู้นี้

บัดนี้ท่านจากไปแล้ว คงเหลือไว้เพียงความทรงจำ และผลงานเท่าที่คนรุ่นหลังพอจะรวบรวมได้ เพื่อจะอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าไว้เป็นมรดกแห่งความภาคภูมิใจต่อไป

ขอร่วมไว้อาลัยแด่ท่าน "หวังเต๊ะ"

20 มิถุนายน 2555

" ขุนศึก " ภาพสะท้อนระบบราชการไทย



"สวัสดีครับ....."
ก่อนอื่นขอทักทายกันก่อนนิดนึง ในฐานที่เว้นระยะการเขียนบล็อกนี้ไปเกือบสี่เดือน


ก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกออนไลน์นี้อยู่ เพียงแต่ว่า ด้วยงานประจำและภาระหน้าที่บางอย่างดึงเอาพลังความคิดและจิตใจเอาไป จนเหลือน้อยเกินกว่าที่จะมาสร้างสรรค์บทความที่ช่วยจรรโลงใจผู้อ่าน ตามความตั้งใจตั้งแต่เริ่มเขียนบล็อกนี้ได้


จนกระทั่งช่วงเดือนนี้ พอได้หายใจหายคอสะดวกขึ้นบ้าง เลยกลับมาร่วมเติมเต็มช่องว่างในชีวิตและจิตใจไปด้วยกันกับผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่านอีกครั้ง


ช่วงนี้ผมติดละครอยุ่เรื่องหนึ่ง และคิดว่าหลายคนคงติดเหมือนกัน คือ "ขุนศึก" ที่อกอากาศทางช่อง 3 ทุกวันจันทร์-อังคาร ซึ่งใกล้จะถึงตอนอวสานในสัปดาห์หน้านี้แล้ว





ผมไม่ค่อยมีโอกาสดูทางทีวีในเวลาออกอากาศปกติเท่าไหร่นักหรอกครับ ก็อาศัยดูออนไลน์ย้อนหลังทาง youtube ที่เพื่อนสมาชิกผู้ใจดีอัพโหลดขึ้นแชร์ความสุขความบันเทิงกัน


ที่จริงตั้งแต่ที่เห็นตัวอย่างหนังก่อนออกอากาศ ผมก็รู้สึกว่า เป็นละครที่น่าดู และคงจะสนุกไม่น้อย เพราะผมเองก็เคยอ่านเรื่องนี้ที่เป็นนวนิยายผลงานของ "ไม้ เมืองเดิม"มาตั้งแต่ตอนเรียน ม.ต้น ( จำได้ว่าช่วงนั้นจะหลงใหลกลิ่นไอลูกทุ่งในนวนิยายจากปลายปากกาของท่านผู้นี้ไม่น้อย )


           


แต่ตอนนั้นดูเหมือนจะอ่านไม่จบ เพราะเป็นนวนิยายที่ยาวมากกว่าเรื่องอืนๆของผู้ประพันธ์ท่านเดียวกัน ยาวชนิดที่ว่า "ไม้ เมืองเดิม" เสียชีวิตก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้จบ จน "สุมทุม บุญเกื้อ"ต้องมารับช่วงแต่งต่อให้จนจบ


ดังนั้น ผมจึงตั้งใจไว้ในตอนนั้นว่า จะติดตามชมละครเรื่องนี้ให้ได้


แต่ก็ได้ชมที่ออกอากาศตอนแรกเมือต้นเดือนพฤษภาคม แล้วก็ไม่มีได้ติดตามต่อ จนกระทั่งช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงได้เปิดดูย้อนหลัง ชนิดที่ว่าจะเก็บรายละเอียดทุกตอน ทุก EP เลยทีเดียว


และก็ไม่ผิดหวังจริงๆครับ ได้ชมละครเรื่องนี้แล้ว ได้อารมณ์แบบเดียวกับตอนนั่งดูภาพยนตร์ "ตำนานสมเด็จพระนเรศวร" ในโรงภาพยนตร์เลยทีเดียว  เลือดรักชาติสูบฉีด สำนึกรักความเป็นไทยเอ่อล้นขึ้นมาถึงคอหอย ก็ด้วยอิทธิพลจากเนื้อเรื่อง ฉาก สำนวนการเจรจาของตัวละคร รวมไปถึงรายละเอียดต่างๆที่ คงต้องขอกด LIKE ให้ผู้จัดและนักแสดงทุกคนเลยแหล่ะครับ ^^


ไม่ใช่แค่ความบันเทิงเท่านั้น หากดูไปคิดตามไป    "ขุนศึก" ยังสะท้อนให้เห็นภาพหลายอย่างในสังคมไทยที่ยังมีอยู่จากอดีตถึงปัจจุบัน


หนึ่งในนั้น คือ ความไม่เอาไหนของระบบราชการไทย.....


เราจะเห็นได้ว่า ลำพังคนเก่ง คนดี มีฝีมือ ใช่จะเอาตัวรอด หรือได้ดิบได้ดี มีความเจริญก้าวหน้าในราชการไทยเสมอไป บางครั้งโชคไม่เข้าข้าง กลับต้องประสบเคราะห์กรรมจนแทบเอาตัวไม่รอดเสียอีก


ในขณะที่คนบางกลุ่ม ความรู้ความสามารถก็ไม่ค่อยมี ความดียิ่งแทบจะไม่ปรากฎ แต่ด้วยอาศัยการตีหลายหน้า ประจบสอพลอ ใช้วิธีสกปรกในการไต่เต้าหาความชอบใส่ตัว กลับสามารถลอยหน้าลอยตาอย่ได้ บางทีได้ดีกว่าคนใสซื่อมือสะอาดเสียอีก


ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ด้วยเหตุผลที่ทราบกันดีอยู่ว่า นอกจากเสียที่"ระบบ"แล้ว  "คน"ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่บางท่านที่วางตัวไม่น่าเลื่อมใสเท่าไหร่ ยกตัวอย่างในเรื่องขุนศึกก็เช่น ขุนรามเดชะ ( พ่อของนางเอก ที่แสดงโดยคุณนิรุตติ์ ศิริจรรยา )





ขุนรามเดชะ ตามที่ปรากฎในเนื้อเรื่อง เป็นตัวอย่างของคนที่ทำให้ระบบ "อุปถัมภ์" และระบบ "ฝาก-ฝัง" ยังคงไม่หมดจากระบบราชการไทยเสียที


ความลำเอียงของขุนรามฯที่หลับหูหลับตาอุ้มชู "อ้ายขัน" อยู่ได้ ทั้งที่มันชั่วสุดเลว ถึงเกือบจะข่มเหงน้ำใจแม่หญิงเรไรให้เสียสาวอยู่แล้ว ก็ยังไม่ยอมตัดขาดเสียที


แต่กับเสมาที่ไม่เคยทำตัวมีพิษมีภัยมาตั้งแต่ต้น แต่เพียงเพราะการปักใจ ปักหมุดความชิงชังว่า เป้นแค่ไอ้ช่างตีเหล็กสกุลต่ำไม่เจียมกะลาหัว บังอาจมาหมายปองแม่หญิงเรไรบุตรสาวตน ก็เลยพาลรังแกผู้น้อย ด้วยการไม่ส่งชื่อให้สังกัดมูลนาย ปล่อยให้เป็นทหารอาสาที่ไร้ศักดินาอยู่เช่นนั้น จนแม้เสมาได้รับราชการสนองพระคุณจนได้บรรดาศักดิ์เป็นหมื่น เป็นขุน ก็ยังไม่วายถูกรังแก


ตัวเองรังแกคนเดียวไม่พอ ยังเทียวชักนำผู้อื่นใหพลอยชิงชังไปด้วยอย่างช่วงที่พระยาเดโชมาแสดงความชืนชม และแสดงความจำนงอยากชุบเลี้ยงหมื่นศึกอาสา( เสมา ) แต่พอได้ฟังการเป่าหูจากขุนรามฯก็ถึงกับขยาด ไม่กล้าให้การอุปถัมภ์หรือสนับสนุนคนดีๆอย่างเสมาไปได้


นี่เป็นภาพของการ "ฝาก-ฝัง" คือ "ฝาก"ให้ช่วยกัน "ฝัง" ต่อๆกันไป ชนิดที่ว่า อย่าให้โผล่หัวขึ้นมาได้เลยทีเดียว ซึงเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็ยังไม่หายไปจากแวดวงราชการไทย


แต่อย่างไรก็ตาม  "ขุนศึก" ก็ไม่ได้ใจร้ายถึงกับจะทำให้ผู้ชมเสื่อมคลายความศรัทธาในระบบราชการไทยไปเสียทีเดียว หากติดตามชมดดยตลอด ก้จะสามารถใช้วิจารณญาณพิจารณาได้ว่าต่อให้ "ระบบ" ย่ำแย่แค่ไหน แต่หาก "คน" ยังยึดมั่นในแนวทางแห่งความดี ผลดีก็ย่อมบังเกิดแก่ผู้นั้นและบ้านเมือง สังคมโดยส่วนรวมได้


ซึ่งก็จริงอย่างที่พระเถระเมืองวิเศษไชยชาญกล่าวกับเสมา ( EP 3 ตอนที่ 5/9 ) ว่า




"ถ้าเอ็งมัวแต่ท้อแท้อยู่เช่นนี้ บ้านเมืองก็จะขาดคนดีมีฝีมือไป....."


เพราะฉะนั้นพี่น้องเอ๋ย....ท่านจงอย่าได้ท้อแท้หรือท้อถอยต่อราชการไทยเลย หาไม่แล้วพวกคนชั่วที่แผงตัวอยู่จะยิ่งเหิมเกริม นำพาบ้านเมืองให้ตกต่ำกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้....!!!


ปล.ผมอินกับละครมากเกินไปหรือเปล่าเนี่ย..^_^