คำทักทาย

ขอบคุณที่แวะมาเติมเต็มสิ่งดีๆให้กันและกันครับ ^_^

25 มิถุนายน 2554

เงินเดือนเป็นหมื่น...แต่ยังต้องเป็นทาส

ผมเคยดูละครซีรีห์ เรื่อง เซน สื่อรักสื่อวิญญาณ ที่ออกอากาศทางช่อง 5 ทุกวันศุกร์เวลาสองทุ่มครึ่ง





มีอยู่ตอนหนึ่ง ชื่อตอน "เลิกทาส 2554" ออกอากาศเมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ผมจำได้แม่นเพราะนอกจากจะมีดารารับเชิญคนสวยอย่าง นาตาลี เดวิส แล้ว ผมยังติดใจและประทับใจเนื้อหาที่นำเสนอในวันนั้นด้วย


เป็นเรื่องราวของหญิงสาว(รับบทโดยนาตาลี )ที่อดีตชาติเคยเป็นข้าทาสในเรือนเจ้านาย ตั้งแต่ก่อนที่รัชกาลที่ 5 จะทรงประกาศเลิกทาส คนรักของเธอพยายามจะหาเงินไถ่ตัวเธอ แต่เขาถูกฆ่าตายเสียก่อน วิญญาณจึงยังตามติดมาถีงชาติปัจจุบัน ซึ่งหญิงสาวได้เกิดใหม่เป็นพนักงานในโรงพิมพ์ และต้องใช้ชีวิตแบบมนุษย์เงินเดือนในเมืองกรุง ซึ่งวิญญาณชายหนุ่มอดีตคนรักเก่าเข้าใจว่า นั่นคือชีวิตของความเป็น "ทาส" อย่างที่เขาเคยสัมผัสมาในอดีต

ลองดูสิครับว่าอะไรทำให้เขาคิดอย่างนั้น

 




หลายคน(รวมถึงผมด้วย)คงไม่อาจปฏิเสธได้นะครับว่า ความเข้าใจของวิญญาณชายหนุ่มในเรื่องนั้นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง   สิ่งที่เรามองเห็น และเข้าใจว่า เป็นการทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพในปัจจุบันนั้น บางทีมันก็เหมือนกับการเป็นทาสอีกรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่มันต่างจากการเป็นทาสในสมัยก่อนตรงที่ว่า ไม่มีนายเงินหรือเจ้าของทาสมาคอยกดขี่ ข่มเหง โบยตี เหมือนในละครย้อนยุคที่เคยดูกันเท่านั้น

แต่สิ่งที่เป็นนายของทาสสมัยอย่างพวกเราดูเหมือนจะร้ายกาจกว่านั้นอีก แถมไม่ได้มีหนึ่งเดียวด้วย มาดูกันว่า ทุกวันนี้เราเป็นทาสของอะไรบ้าง




1.เป็นทาสของระบบการทำงาน โดยเฉพาะบรรดามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ เอกชน พนักงานบริษัท หนุ่มสาวโรงงาน หรืออาชีพอื่นๆที่ต้องเข้า-ออกงานตามเวลา อย่างข้าราชการก็แปดโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น หรือพนักงานเอกชนก็คงใกล้เคียงกัน ผิดเวลาจากนี้ไปก็มีผลต่อความเจริญก้าวหน้าหรือเงินค่าจ้างที่ได้รับ มันก็เหมือนกับอยู่ใต้บังคับของเงื่อนเวลา เสมือนว่าเป็นนายคอยจี้เราอยู่ตลอด




2.เป็นทาสของลัทธิวัตถุนิยม พูดง่ายๆเข้าก็คือ เป็นทาสของเงินนั่นเอง ไม่งั้นคงไม่มีคำกล่าวที่ชินหูกันว่า เงินเปรียบเสมือนพระเจ้าหรอกครับ เพราะถึงแม้เงินอาจจะซื้อไม่ได้ทุกสิ่ง แต่ทุกวันนี้มีใครปฏิเสธบ้างมั้ยครับว่า เงินตัวเดียวนี้แหละมีบทบาทในการกำหนดชะตาชีวิตของคนเรา บางทีถึงกับเปลี่ยนรูปแบบชีวิตไปเลย









3.เป็นทาสของกระแสสังคม อย่างพวกแฟชั่นอะไรทั้งหลายแหล่ ต้องตามติดให้ทันไม่งั้นก็ตกเทรนด์ กลายเป็นพวกไดโนเสาร์เต่าล้านปีไป หรือถ้าทำอะไรสวนกระแสก็กลายเป็นแกะดำ ตัวประหลาดในสังคม
 







ซึ่งจริงๆผมก็ไม่ได้แอนตี้เรื่องพวกนี้หรอกนะ เพราะธรรมชาตของมนุษย์เราเป้นสัตว์สังคม และเมื่ออยู่ในสังคมเดียวกัน ทำอะไรก็ควรที่ีจะให้เข้ากับส่วนรวมได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องหลับหูหลับตาตามกระแสไปโดยไม่พิจารณาความถูกต้องหรือผิดชอบชั่วดี เพราะมติของมหาชนนั้นไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไปนี่ครับ เรื่องบางเรื่องมองกันได้หลายด้าน ไม่อาจวินิจฉัยตายตัวลงไปได้



แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยอมให้กระแสสังคมชักจูงไป มีเรื่องอะไรเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากหน่อยก็คล้อยตามเขาไปด้วย โดยที่บางทีไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนด้วยซ้ำ  หลายคน(โดยเฉพาะบุคคลสาธารณะ)ที่ตกเป็นจำเลยสังคมก็มักจะต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายกว่าที่ควรจะได้รับ ก็ด้วยพิษแห่งกระแสสังคมที่ว่านี้

ซึ่งนี้ก็คงจะพอเป็นสิ่งบ่งบอกได้อย่างหนึ่ง บางทีคนเราในยุคนี้ก็ยังคงปล่อยให้กระแสสังคมมีอิทธิพลเหนือความคิดของตนเอง เสมือนว่าเป็นเจ้านายที่มีอำนาจบงการชีวิตของทาสได้

4.เป็นทาสของอารมณ์และจิตใจของตนเอง อันนี้ก็คงต้องยอมรับความจริงกันอย่างหนึ่งนะครับว่า แม้ทุกวันนี้คนเราจะพัฒนาขึ้นในทุกๆด้าน หลุดพ้นจากสภาพที่เรียกว่า "เถื่อน"จากสมัยยุคหินมาแล้ว แต่ในเรื่องความฉลาดทางอารมณ์หรืออีคิวของคนเรานั้น ยังต้องการการพัฒนาต่อไป เพราะถึงวันนี้แล้วก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก รวมถึงการแสดงออกได้ จะเห็นได้จากข่าวอาชญากรรมต่างๆที่ไม่มีแนวโน้มลดลง มีการทะเลาะเบาะแว้ง มีฉกชิงวิ่งราว มีข่าวล่วงละเมิดทางเพศ รวมถึงการทุจริต คอรัปชั่น กลโกงต่างๆ ทั้งหมดนี้คงไม่ปรากฏให้เห็นหรือรับรู้ ถ้าหากคนเราสามารถควบคุมจิตใจของตนเองได้

ที่ร่ายยาวมาข้างต้นนี้ เป็นนายทาสตัวสำคัญของคนเราในยุคปัจจุบันนี้  แม้จะอยู่ในสถานภาพ ฐานะทางสังคมที่สูงส่งเพียงใด มีรายได้หลักหมื่นหลักแสนหรือมากกว่านั้น ก็ยังไม่อาจหลุดพ้นจากความเป็นทาสได้


แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ควรได้รับความใส่ใจเท่ากับว่า ในเมื่อเรายังต้องเป้นทาสของสิ่งเหล่านั้อยู่โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เราจะมีวิธีใดที่จะไม่ถูกนายทาสเหล่านั้นกดขี่ข่มเหง บงการ หรือชักพาชีวิตเราให้ตกต่ำลงไปได้....







20 มิถุนายน 2554

"สมอลล์รู กูแนว" ความแนวที่กระตุกให้ฉุกคิด

ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้เข้าโรงหนังบ่อยนัก ถ้าไม่ใช่หนังที่(คิดว่า)น่าดูจริงๆก็อย่าหวังว่าจะดึงผมเข้าไปนั่งอุดอู้ตากแอร์อยู่เป็นสองสามชั่วโมงได้

แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้างเหมือนกัน เป็นต้นว่า มีสาวๆมาชวน บอกว่าเรื่องนั้นสนุก เรื่องนี้น่าดู อะไรทำนองนี้ ผมก็เป็นคนใจกว้าง(หรือใจอ่อน?)พอที่จะเชื่อเธอ และยอมซื้อตั๋วเขาไปดู แม้ว่าบางเรื่องดูเผินๆแล้วก็ยากจะเชื่อว่ามันน่าดูอย่างที่สาวเจ้าว่าก็เหอะ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็เป็นอย่างนั้นแหละ เพื่อนสาวคนสนิทของผมชวนไปดู "สมอลล์รู กูแนว"ของ Think box (มันคงเป็นชื่อค่ายย่อยๆที่สังกัดอยู่กับพระนครฟิมล์มั้ง-ไม่แน่ใจนะ) ผมเคยดูไตเติ้ลและผ่านหูผ่านตาทางข่าวบันเทิงมาบ้าง ทราบว่าเป็นหนังไทยแนวฮาๆเบาสมอง แต่ก็ไม่ได้สนใจและไม่คิดว่าจะไปดูให้เปลืองตังค์ด้วย
 

แต่ก็อย่างที่บอกแหล่ะ สาวเจ้าชวนแล้วก็ไม่อยากปฏิเสธ และอีกอย่างก็คิดว่าคงไม่น่าเบื่อเกินไป อย่างน้อยความสวย น่ารัก เซ็กซี่ของกิ๊บซี่ เกิร์ลลิเบอร์รี่ ที่เป็นนางเอกก็คงพอที่จะดึงดูดความสนใจได้ ส่วนสตาร์บัคที่เรื่องนี้ขึ้นแท่นพระเอก(ได้งัยวะ?)ก็คงจะหาเรื่องฮาๆได้ไม่แพ้หาเรื่องแกล้งดาราในรายการสาระแน


และหลังจากที่ออกมาจากโรงหนัง ผมก็บอกตัวเองว่า ไม่เสียดายเวลาและเงินค่าตั๋วเลย เพราะในความฮาและความแนวของหนังที่ดูเหมือนจะหาสาระอะไรไม่ค่อยได้นั้น กลับมีแนวคิดบางอย่างแฝงอยู่ ทำให้คนดูแม้จะไม่ใช่คนช่างคิดอย่างผมก็ยังต้องหวนคิดตามไปด้วย

เนื้อหาของหนังเป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่มีความใฝ่ฝันจะเป็นนักดนตรี แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเปิดกิจการร้านเบเกอร์รี่ไปด้วย เพื่อสืบทอดกิจการครอบครัวของ"ซื่อสัตย์"(สตาร์บัค)ซึ่งเป็นมือกีต้าร์และหัวหน้าวง โดยมี"เปียกปูน"(กิ๊บซี่) มาเป็นครูสอนทำเค้ก และสอนปรับปรุงร้าน รวมถึงพัฒนาฝีมือด้านดนตรีของวงนี้ด้วย

การทำกิจการร้านเค้กและซ้อมดนตรีดำเนินควบคู่กันมา จนกระทั่งถึงวันที่พวกเขาต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง เพราะวันที่ต้องเข้าแข่งขันทำขนมเค้กชิงแชมป์ กับวันที่ค่ายเพลงนัดออดิชั่นอีกครั้งดันเป็นวันเดียวกัน แต่แล้วด้วยความมั่นใจในความ"แนว"ของพวกตน "ซื่อสัตย์"จึงตัดสินใจทำทั้งสองอย่าง แม้ว่าต้องแลกมาด้วยเรื่องวุ่นๆก็ตาม

นอกจากความฮาจากความแนวของบรรดาสมาชิกวง"สมอลล์รู กูแนว"(ชื่อวงซึ่งแต่เดิมชื่อ "บอดี้สเปิร์ม")ในเรื่อง โดยเฉพาะสตาร์บัคซึ่งใช้หน้าตากวนๆจี้ต่อมฮาได้เป็นอย่างดีแล้ว ผมยังชอบคำพูดหลายๆประโยคของตัวละครในเรื่อง

"...คนที่ใช่มันอาจจะไม่โดน แต่คนที่โดนอาจจะไม่ใช่...."

"...ขนมเค้ก ดนตรี ความรัก มันก็เรื่องเดียวกันแหล่ะ..."

"...ทุกคนก็มีความฝัน ทำไมเราไม่เอาความฝันของทุกคนมารวมกันละวะ..."

และที่โดนใจที่สุดก็คือประโยคสุดท้ายตอนจบ ที่บอกว่า ถ้าคนเราคิดจะทำอะไรซักอย่างก็ต้องลงมือทำเลย แม้จะเป็นการจับปลาสองมือ แต่ถ้าจับอย่างมั่นใจ ยังไงมันก็ต้องจับได้

15 มิถุนายน 2554

น้องธันย์-ณิชชารีย์...เด็กหญิงผู้เป็นอีกหนึ่งกำลังใจของคนท้อ

คงจำกันได้ถึงกรณีที่น้องธันย์ ด.ญ.ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ เด็กนักเรียนไทยวัย 14 ปีที่ประสบอุบัติเหตุพลัดตกลงไปในรางรถไฟฟ้า MRT ของสิงค์โปร์เมื่อวันที่ 3 เมษายน

หลังจากพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลที่สิงคโปร์ประมาณสองเดือนเศษ น้องธันย์ก็ได้เดินทางกลับมาถึงเมืองไทยแล้วเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา

และเมื่อเย็นวานนี้ น้องธันย์และคุณพ่อ คือ คุณกิตติ์ธเนศ เป็นเอกชนะศักดิ์ ได้มาเปิดใจให้สัมภาษณ์ในรายการ "เรื่องเด่นเย็นนี้" ช่วง "เจาะข่าวเด่น" โดยคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา
 





เชื่อว่าหลายๆท่านที่ได้ดู-ได้ฟังคำให้สัมภาษณ์ของน้องธันย์ ไม่ว่าจะช่วงเวลานั้น หรือดูย้อนหลังกี่ครั้งก็ตาม คงรู้สึกไม่ต่างกันว่า น้องเค้าช่างเป็นเด็กหญิงที่มีจิตใจเข้มแข็ง มั่นคง มีกำลังใจและมองโลกในแง่ดีอย่างน่าชื่นชมมากๆเลย

ผมประทับใจคำให้สัมภาษณ์น้องเค้ามากที่สุดในหลายๆช่วง

อย่างตอนแรกเลยที่คุณสรยุทธถามถึงความรู้สึกเมื่อต้องกลายมาเป็นสภาพนี้ เธอยืนยันหนักแน่นว่าไม่รู้สึกทุกข์ใจ และคงไม่มีเวลามาเสียน้ำตาร้องไห้กับชะตากรรมของตัวเอง

อย่างเช่น ที่เธอเล่าว่า ใครหลายคนมาเห็นสภาพเธอแล้วกลั้นน้ำตาแห่งความเวทนาไว้ไม่ไหว เธอกลับต้องเป็นฝ่ายปลอบใจคนมาเยี่ยมไข้ แม้กระทั่งคุณแม่ของเธอ เธอก็พูดติดตลกเป็นการปลอบใจท่านว่า "มีขาแบบนี้ก็ดูน่ารักดีนะ"


โดยเฉพาะเมื่อถามว่า อนาคตต่อไปคิดว่าจะจัดการกับชีวิตตัวเองอย่างไร เธอก็ยังยืนยันความใฝ่ฝันที่จะเป็นจิตแพทย์ เพื่อช่วยเหลือคนอื่นที่มีความทุกข์ และเธอยังพร้อมที่จะกลับไปเรียนหนังสือ(เรียนภาษา)ที่สิงคโปร์ต่อ โดยไม่เอาฝันร้ายที่ผ่านมามาทำลายความตั้งใจใฝ่รู้ของเธอ

นี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างและแรงบันดาลใจของใครหลายๆคน  กับเด็กหญิงวัย 14 ปี ผู้มีรอยยิ้มสดใสประดับบนใบหน้าตลอดเวลา แม้ในวันที่เธอมีบางสิ่งบางอย่างหายไปจากชีวิต เธอก็ยังพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้า แม้ว่าสองขาที่พาไปจะไม่ใช่ขาแท้ๆของเธอเองก็ตาม
 


11 มิถุนายน 2554

ฝรั่งพาหลง(กรุง)

เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ผมเปิดทีวีดูช่องทีวีไทย(ThaiPBS) ประมาณหกโมง(เย็น)กว่าๆของวันอาทิตย์

และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้เจอเขา(ในจอทีวี)
แดเนียล บรูซ เฟรเซอร์ นักท่องเที่ยวชาวแคนาดา ที่ตระเวนท่องเที่ยวบันทึกเรื่องราววิถีชีวิตแบบไทยๆ ในรายการสารคดี "หลงกรุง"

ดูตอนแรกๆก็ยังไม่ได้ติดใจอะไรมาก แต่ดูไปดูมา เริ่มจะสนุกไปกับการเดินทางของเขา และชอบสไตล์การถ่ายทำรายการแบบสบายๆ เที่ยวไป-ถ่ายไป แดเนียลรับหน้าที่ทั้งตั้งกล้อง ดำเนินรายการ สัมภาษณ์ และจุดเด่นที่ชอบมากๆคือ เขาทำตัวกลมกลืนกับคนไทยได้อย่างน่าชื่นชม

ผมเลยลองหาข้อมูลเพิ่มเติมดู ทราบว่า รายการ "หลงกรุง"นี้ เป็นรายการสารคดีท่องเที่ยวทางช่องทีวีไทย รู้สึกจะเครือเดียวกับ รายการ "พินิจนคร" และ "สมุดโคจร" ที่คุณนิธ สมุทรโคจร เป็นพิธีกรอยู่


รายการนี้เริ่มออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมานี่เอง เป็นการเปิดตัวครั้งแรกของแดเนียล เฟรเซอร์ ชาวแคนาดาที่เข้ามาอยู่เมืองไทยนานกว่าสิบปีแล้ว (มิน่าหล่ะ...พูดไทยซะคล่องเชียว อิอิ) ตอนแรกที่ออกอากาศชื่อตอน กินข้าวหรือยัง



"หลงกรุง"ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00 - 18.30 และออกอากาศซ้ำทุกวันศุกร์ เวลา 17.30 - 18.00 โดยถึงวันที่ผมโพสบทความนี้ออกอากาศมาแล้ว   9   ตอน มีเรื่องราวดีๆน่าสนใจทั้งนั้น คือ

-กินข้าวหรือยัง
-แมลง
-ของขลัง ของใคร?
-หมอชาวบ้านในเมืองกรุง
-เรือนไทย
-กรุงเทพ เมืองที่ไม่เคยหยุดกิน
-บัว
-มวยไทย
-คนไทยไปวัดทำไม

และผมเชื่อว่าจะมีตอนต่อๆไปที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

ถือได้ว่าเป็นรายการทีวีที่มีสาระ น่าติดตามรายการหนึ่ง

วันอาทิตย์เป็นวันหยุด...ช่วงเวลาเย็นๆชวนครอบครัวมานั่งดูรายการที่มีประโยชน์แบบนี้ก็เป็นการเติมเต็มชีวิตได้อีกอย่างหนึ่งนะครับ ได้ทั้งความรู้ ความบันเทิง และความอบอุ่นในครอบครัวด้วย ดีกว่าปล่อยเวลาให้ว่างเปล่าาโดยไม่ได้อะไรขึ้นมานะครับ

6 มิถุนายน 2554

จงเอาใจใส่ต่อนาที...แล้วชั่วโมงจะจัดการกับมันเอง


จงเอาใจใส่ต่อนาที...แล้วชั่วโมงจะจัดการกับมันเอง

                   พระอาจารย์ที่เคยสอนวิชาพระพุทธศาสนาตอนผมเรียน ม.ปลายเคยมอบหนังสือ “นิทานปรัชญาชีวิต” ของ “ธรรมโฆษ” ให้ผมเมื่อหลายปีก่อน

ในนั้นมีนิทานทั้งไทยและต่างประเทศที่ผู้เขียนนำมาเล่าไว้ มีอยู่เรื่องหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารเวลา ซึ่งผมเห็นว่าน่าจะเป็นข้อคิดสำหรับคุณผู้อ่านที่แวะมาเยี่ยมชมบล็อก  Anti-blanklife : อย่าปล่อยให้ชีวิตว่างเปล่า” ของผมได้ จึงหยิบมาฝากกันวันนี้ครับ




                   “วันหนึ่ง ขณะที่แฟรงค์กับโรเบิร์ตเดินทางกลับจากโรงเรียนสู่บ้านเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน โรเบิร์ตได้พูดเสริมเป็นเชิงปรารภกับแฟรงค์ว่า “บทเรียนที่ครูกะให้เราดูนี้ยากจังเลย กันคงไม่มีเวลาเตรียมแน่ๆ พรุ่งนี้กันคงทำให้ครูไม่ได้ตามเคย”

“แต่แกยังมีเวลาอีกตั้ง 10 นาที ก่อนอาหารกลางวัน ทำไมไม่เริ่มเตรียมเสียล่ะ” แฟรงค์ท้วง

“สิบนาที!”โรเบิร์ตร้องขึ้น “นิดเดียวเท่านั้น จะเอามาทำอะไรได้ นอกจากนี้ ฉันยังจะต้องพาเจ้าโวเจอร์ไปเดินเล่นอีกด้วย”ว่าแล้วเขาก็ผิวปากเรียกโวเจอร์ สุนัขตัวโปรดของเขา

รับประทานอาหารกลางวันเสร็จ เด็กชายทั้งสองก็เดินทางกลับสู่โรงเรียนอีก แฟรงค์ก็ได้หยิบเอาหนังสือออกมาท่องไปด้วยเดินไปด้วย

“หนอนหนังสือ!”โรเบิร์ตยักไหล่พูดหัวเราะเยาะ เดินไปพลางก็สอดส่ายหาดูรังนกตามรั้วต้นไม้จนกระทั่งถึงโรงเรียน

พอบทเรียนบทแรกในตอนบ่ายเสร็จลง เพื่อนร่วมชั้นเรียนต่างต่างตะโกนเรียกกันไปเล่นคริกเก็ตในสนาม โรเบิร์ตก็เผ่นตามเขาไปด้วย แฟรงค์บอกเพื่อนๆว่าจะตามไปภายใน 15 นาที แล้วหยิบหนังสือออกมาดู เมื่อดูบทเรียนเสร็จเขาก็ออกไปเล่นคริกเก็ตกับเพื่อนๆอย่างสนุกสนาน

คืนวันนั้น พวกเด็กๆต่างเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า และเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อเด็กเหล่านั้นมาโรงเรียน ปรากฏว่าแฟรงค์จำบทเรียนได้ขึ้นใจ ส่วนโรเบิร์ตจำอะไรไม่ได้เลย และแก้ตัวกับครูว่าเขาไม่มีเวลาเตรียมบทเรียน

“เธอเอาเวลาที่ไหนมาเตรียมบทเรียน แฟรงค์”ครูถาม

“วานนี้ ก่อนรับประทานอาหารกลางวัน ผมมีเวลา 10 นาทีครับ” แฟรงค์ตอบ “อีก 15 นาทีตอนเดินทางกลับโรงเรียน    15 นาทีก่อนเริ่มเล่นคริกเก็ต ก่อนนอนผมหยิบขึ้นมาดูอีกประมาณ 10 นาที เช้านี้ก่อนรับประทานอาหารเช้า ผมก็ใช้เวลาเตรียมอีกประมาณ 10 นาที”

“รวมเป็นเวลาทั้งหมดหนึ่งชั่วโมงพอดี”ครูกล่าวสรุป เขามองไปทางโรเบิร์ตซึ่งนั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่แถวหน้าชั้น แล้วพูดว่า “โรเบิร์ต เธอต้องไปนั่งหลังชั้นเดี๋ยวนี้ และจงจำไว้ว่า จงใส่ใจกับนาที แล้วชั่วโมงจะจัดการกับมันเอง”....



เป็นไงบ้างครับ...อ่านแล้วพอจะนึกได้ใช่มั้ยครับว่า นิทานเรื่องนี้บอกอะไรเราบ้าง เวลาที่แต่ละคนมี  บางทีก็เหมือนกับจิ๊กซอว์นั่นแหล่ะครับ อาจจะเป็นแค่ชิ้นส่วนเล็กๆน้อยๆที่กระจัดกระจายอยู่ แต่ถ้าเรารู้จักจับมันมาปะติดปะต่อ สะสมไปเรื่อยๆมันก็จะกลายเป็นภาพที่สมบูรณ์ได้ อย่างที่ท่าน “ธรรมโฆษ”สรุปเรื่องนี้ไว้ว่า

“...เวลาเล็กๆน้อยๆในระหว่างงานใหญ่นั้น มีประโยชน์มากเพียงไรถ้าเรารู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์ เวลาย่อมมีเสมอสำหรับผู้เห็นค่าของเวลา”




5 มิถุนายน 2554

ไส้เดือนของลิซ่า



                   “ลิซ่า-อลิซาเบธ แซ๊ดเลอร์ ” ผู้ประกาศข่าวสาวสวยแห่ง ททบ.5 เผยถึงกิจกรรมยามว่าง กับสัตว์เลี้ยงแสนรักของเธอ คือ ไส้เดือน!!

                   ที่ไปที่มาของการเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานตัวยาวที่หลายๆคน(โดยเฉพาะสาวๆ)ร้องยี้นี้ ลิซ่าบอกว่า มาจากความชอบปลูกต้นไม้ และได้แนวคิด-ประสบการณ์เรื่องการรีไซเคิลมาตั้งแต่อยู่ที่อังกฤษ เมื่อมาอยู่เมืองไทยเลยเอามาประยุกต์ใช้ในการเลี้ยงไส้เดือนด้วยขยะรีไซเคิล คือ เศษผักในบ้าน ลังใส่ไข่แบบโบราณ(ที่เป็นกระดาษ) และแกนกระดาษทิชชู่ ทั้งหมดนี้ใช้เป็นอาหารของคุณ(ไส้)เดือนได้เป็นอย่างดี

                   สำหรับรูปแบบและสถานที่เลี้ยงนั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากหรือวุ่นวายอะไร ลิซ่าบอกว่า แค่มีกล่องพลาสติก 4 ชั้นสำหรับเป็นที่อยู่ของไส้เดือน โดยให้พวกเค้านอนที่ชั้น 1 และ 3 ส่วนชั้นที่ 2 และ 4 ทำเป็นที่กรองน้ำ ทำให้ไม่สกปรกและไม่มีกลิ่นเหม็น แต่ต้องเตรียมดิน ปุ๋ยคอกผสมกระดาษหนังสือพิมพ์ก่อนจะซื้อหนอนมาใส่ เลี้ยงด้วยอาหารรีไซเคิลอย่างที่กล่าว ประมาณ 3 -4 เดือนอาหารเหล่านั้นก็ถูกย่อยสลาย ดินนั้นก็สามารถนำไปปลูกต้นไม้ให้ผลผลิตนี้ (ข้อนี้คนที่ชอบปลูกต้นไม้จะรู้ดีว่าไส้เดือนนี้แหล่ะช่วยให้ดินอุดมสมบูรณ์ได้ดีนักแล)

                   นอกจากการเลี้ยงไส้เดือนแล้ว การปลูกต้นไม้ก็เป็นความสุขอีกอย่างหนึ่งของลิซ่า หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับงานมาเกือบทั้งสัปดาห์ ในวันหยุดที่เธอบอกว่าจะตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอกสักวันนึง เธอก็จะอยู่กับบ้าน อยู่กับความสุขแบบเรียบง่าย กับบรรดาต้นไม้และสัตว์เลี้ยงแสนรักของเธอ เป็นการทำให้ชีวิตช้าลงและร่างกายได้ผ่อนคลาย

                   เป็นการเติมเต็มชีวิตแบบง่ายๆอีกวิธีหนึ่งที่เจ้าตัวไม่ได้หวงห้าม หากใครจะเอาไปใช้บ้าง หรือเผื่อจะช่วยจุดประกายไอเดียดีๆใหม่ๆของใครได้ ลิซ่าเองเธอก็คงจะยินดีด้วยแหล่ะครับ...


ขอบคุณข้อมูลจาก
"เคล็ดลับคนดังสุขภาพดี" สสส.





                  

2 มิถุนายน 2554

กลับบ้าน...ไปเติมเต็มชีวิตที่ทำหล่นหาย


นานเท่าไหร่แล้ว...นับตั้งแต่วันแรกที่คุณก้าวออกมาจากบ้าน(เกิด) ออกมาใช้ชีวิตในโลกกว้างใบนี้

                   คุณมีโอกาสได้กลับไปบ้านหลังนั้นบ่อยแค่ไหน...ทุกเดือน...ทุกปี...ทุกห้าปี...หรือจำไม่ได้แล้วว่ากลับบ้านครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

                   คุณวุ่นวายกับชีวิตที่วิ่งวนอยู่ภายนอก จนลืมไปหรือเปล่าว่า นอกจากห้องที่คุณซุกหัวนอนอยู่ทุกวันนี้แล้ว คุณยังมีบ้านหลังเก่าที่คุณเคยนอน-เคยคลาน-เคยวิ่งเล่น กับใครบางคนที่อยู่กับคุณมาตั้งแต่วันแรก จนถึงวันที่คุณกล่าวคำลาพวกเขามา แต่พวกเขาก็ยังคอยต้อนรับคุณกลับไปอยู่เสมอ

                   การกลับบ้านของใครหลายๆคน...มีความหมายมากกว่าการกลับไปเจอพวกเขาเหล่านั้น แต่มันคือการกลับไปตั้งหลัก...พยุงชีวิตที่ถูกมรสุมภายนอกกระหน่ำจนเซให้ยืนมั่นคงได้อีกครั้ง

                   และยังเป็นการกลับไปค้นหาบางสิ่งบางอย่างมาเติมเต็มชีวิตบางส่วนที่ทำหล่นหายในระหว่างการเดินทางด้วย

                   ไพวรินทร์ งามงาม นักเขียนที่ได้ชื่อว่าเป็น “กวีซีไรต์” คนหนึ่ง เคยรำพึงถึงความรู้สึกของคนที่ได้กลับบ้านภายหลังการเดินทางอันยาวไกลไว้ใน “ลำนำวเนจร” ว่า

               
 “...เราอาจหาเวลานั่งเหงา-เหงา

    อยู่กับมุมบ้านเก่าเฝ้ามองใกล้

    ตระเวนตามความหลังที่ฝังใจ....”

                 อ่านดูเผินๆเหมือนกับว่า การกลับบ้านของคนๆนี้ คือการกลับไปขุดคุ้ยหาอดีตแล้วหมกตัวอยู่กับมัน แต่ผมกลับมองว่า การ “ตระเวนตามความหลังที่ฝังใจ”ในระหว่างที่ “...นั่งเหงา-เหงา อยู่กับมุมบ้านเก่า...”เนี่ยบางทีมันก็เป็นการเติมเต็มชีวิตได้อย่างหนึ่งนะ

                 หลายๆคนเคยมีฝันอันสดใสในวัยเด็ก แต่เมื่อเติบโตขึ้น และต้องเปลี่ยนมาดำเนินชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่ใช่อย่างที่ฝันไว้ อยู่ในโลกกว้างที่ต้องก้าวเดินไปตลอดเวลาแทบไม่ได้หยุดพัก บางคนอาจจะเริ่มลืมเลือนฝันในวัยเยาว์ของตัวเองไป แต่เมื่อมีโอกาสกลับไปรำลึกความหลังที่บ้าน  ภาพฝันวันวานอาจจะย้อนกลับมา กระตุกเตือนให้เราย้อนกับไปทำฝันนั้นให้เป็นจริงได้

                 หลายคนไม่มีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันสักเท่าไหร่  แต่ในเมื่อมันยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ การกลับไปค้นหาภาพความสุขในอดีตก็เป็นตัวช่วยได้ดีอย่างหนึ่ง และคลังภาพแห่งความสุขที่ว่านั้น แหล่งใหญ่ที่สุดก็คือบ้านเรานั่นเอง

                 คุณเคยได้ยินสำนวน “กลับไปตายรัง” ใช่มั้ย...ผมว่านะ—ถ้ามันเป็นรังที่อบอุ่น นกทุกตัวก็คงพร้อมที่จะกลับไปตายที่นั่น...ดีกว่าโดนยิง...โดนเหยียบ...หรือโดนระเบิดตายอยู่ข้างถนนตั้งเยอะ!!