คำทักทาย

ขอบคุณที่แวะมาเติมเต็มสิ่งดีๆให้กันและกันครับ ^_^

23 เมษายน 2556

เดอะเมจิก : ขอบคุณเรื่องราวมหัศจรรย์ของชีวิต


ใครที่เป็นนักอ่านและเป็นแฟนหนังสือของ รอนดา เบิร์น ( Rhonda Byrne ) นักเขียนผู้ปลุกกระแสการดึงพลังชีวิตจากจิตใต้สำนึก จากผลงานที่ได้รับการตอบรับอย่างถล่มทลายทั่วโลก ตั้งแต่ "เดอะซีเคร็ต " ต่อด้วย "เดอะพาวเวอร์"  ล่าสุดก็คงจะได้สัมผัสกันไปแล้วกับผลงานล่าสุดของเธอ " เดอะเมจิก" ที่เปิดตัวในเมืองไทย ด้วยการตีพิมพ์ของสำนักพิมพ์อมรินทร์ เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่พลาดหนังสือดีๆอย่างนี้ หลังจากที่เคยนำเอาความลับสุดยอดเกี่ยวกับกฎแรงดึงดูดของความคิด ที่รอนดาถ่ายทอดไว้ใน " เดอะซีเคร็ต " ( และทันตแพทย์สม สุจีรา ได้นำมาขยายความเพิ่มเติมในหนังสือ "เดอะท็อปซีเคร็ต" ) ไปใช้ในทางปฏิบัติแล้วพบว่าได้ผลจริงๆ ผมก็เลยออกจะเชื่อมั่นว่า "เดอะเมจิก" เล่มนี้ คงจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางดึงดูดเรื่องมหัศจรรย์มาสู่ชีวิต สมดังชื่อหนังสือ


และผมก็ไม่ผิดหวัง เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบรอบแรกโดยยังไม่ทันได้ลงมือปฏิบัติตาม Workshop ที่ผู้เขียนแนะนำไว้ในแต่ละบทด้วยซ้ำ ผมก็รู้สึกขอบคุณผู้เขียนในใจแล้ว ที่ชี้ให้เห็นวิธีการง่ายๆที่จะสร้างสรรค์เรื่องมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน

ใน "เดอะเมจิก" เล่มนี้ รอนดานำเสนอ 28 ปฏิบัติการใน 28 วันที่จะสร้างเรื่องดีๆที่น่ามหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นแก่ชีวิต โดยการใช้ความรู้สึกสำนึกคุณในสิ่งต่างๆรอบตัว สิ่งดีๆที่คุณมี ตลอดจนเรื่องดีๆที่เคยเกิดขึ้น กำลังเกิดขึ้น หรือจะเกิดขึ้นในอนาคต (ด้วยการกำหนดของคุณเอง!!)

ทั้งนี้ แนวคิดและเหตุผลของปฏิบัติการ "เดอะเมจิก" ยังคงมาจากกฏ "พลังดึงดูดทางความคิด" นั่นเอง กล่าวคือ เมื่อคุณนึกถึงแต่สิ่งดีๆ พลังแห่งความคิด หรือจิตใต้สำนึกก็จะดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามา
"เดอะเมจิก" ใช้หลักการนี้นำเสนอกุศโลบายที่จะทำให้คุณคิดมีความคิด ( และความรู้สึก) ดีๆอยู่เสมอ ด้วยการสำนึกรู้คุณทุกสิ่งบนโลกใบนี้
ไม่ว่าจะเป็นการสำนึกรู้คุณสุขภาพร่างกายของคุณเอง สำนึกรู้คุณงานที่คุณทำ ( ไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่ แค่ไหรก็ตาม ) สำนึกรู้คุณเงินที่คุณมีไว้ใช้จ่าย ( ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต!)
และอีกมากมายที่คุณควรต้องขอบคุณ
เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการมีชีวิตที่ดีของคุณในวันนี้และวันข้างหน้า

คำว่า "ขอบคุณ" ที่รอนดาแนะนำให้ใช้ตามที่กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ โดยเธอบอกว่าเป็น "ถ้อยคำมหัศจรรย์" นั้น แท้จริงแล้วก็คือเครื่องมือนำสู่ความมหัศจรรย์มากกว่า เพราะสิ่งที่จะทำให้เกิดความมหัศจรรย์ขึ้นในชีวิตของคุณจริงๆนั้นก็คือ ความรู้สึกสำนึกคุณต่อสิ่งต่างๆตามที่รอนดาแจกแจงตัวอย่างรายละเอียดไว้แล้ว ยิ่งคุณสำนึกรู้คุณออกมาจากใจได้มากเท่าไหร่ ความมหัศจรรย์ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

และสำหรับ "ความมหัศจรรย์" ที่กล่าวถึงนี้ มันก็ไม่ใช่ปาฏิหาริย์หรือสิ่งเหนือธรรมชาติอะไร แท้จริงแล้วมันก็คือเรื่องราวดีๆที่สามารถเกิดขึ้นได้ เพียงแต่ก่อนหน้านั้นคุณอาจจะไม่คิด หรือไม่แน่ใจว่าคุณจะทำให้มันเกิดขึ้นได้จริงๆหรือเปล่า

เช่น คุณอาจจะเคยมีอยู่กับสภาวะที่มีปัญหาเรื่องการใช้จ่าย ประเภทชักหน้าไม่ถึงหลัง หรือดีขึ้นมาหน่อยก็พอกินพอใช้ไปในแต่ละวันแต่ละเดือน จนไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถมีเงินก้อนไปใช้ลงทุนหรือทำอะไรตามที่คิดไว้ได้ แต่เมื่อคุณลองปฏิบัติตามปฏิบัติการที่แนะนำไว้หนังสือเล่มนี้ ซึ่งมีบทหนึ่งว่าด้วย "เงินตรามหัศจรรย์ " คือ ให้คุณสำนึกรู้คุณค่าของเงินที่คุณเคยได้รับมาตั้งแต่อดีต จนถึงเงินที่คุณใช้จ่ายในแต่ละรายกาในทุกวันนี้ คุณก็ต้องรู้สำนึกคุณว่าทุกบาททุกสตางคืที่คุณจ่าย ก่อให้เกิดประโยชน์แก่คุณอย่างไรบ้าง และต่อเนื่องไปถึงการเชื่อมั่นว่า ในอนาคตข้างหน้า คุณจะยังคงมีเงินใช้จ่ายได้ตามที่ปรารถนา ด้วยการจัดสรรมาของ "จักรวาล" ตราบใดที่คุณยังเชื่อมั่นในพลังจักรวาลอยู่ ( เป็นกุศโลบายในการปลุกพลังจิต พลังจักรวาลที่ว่านี้ แท้จริงแล้วก็คือ พลังจากจิตใต้สำนึกของคุณที่ทำให้เป็นไปอย่างที่คุณเชื่อมั่น )

ด้วยแนวทางลักษณะเดียวกันนี้ ที่รอนดา เบิร์นแนะนำการใช้ในทุกๆด้านทุกมุมของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ ด้านความสัมพันธ์ ด้านหน้าที่การงาน หรือแม้กระทั่งการทำความฝันของคุณให้สำเร็จ!!!

ผมอยากแนะนำให้คุณที่ยังไม่อ่านลองหามาอ่าน คิดตาม และลองนำไปปฏิบัติดูครับ ตอนนี้หนังสือ "เดอะเมจิก " เล่มนี้ยังคงวางขาย ( และติดอันดับขายดี) อยู่ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป  

 

16 กรกฎาคม 2555

เลือกสิ่งดีๆให้ชีวิต ตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณตื่น



                เมื่อเช้านี้ ช่วงที่มีเวลาส่วนตัวประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนออกไปทำงาน ผมเปิดเฟสบุ๊คส่องความเป็นไปของเพื่อน(ร่วมโลก)  แล้วก็ไปสะดุดตากับภาพข้างบนที่มีสมาชิกชาวเฟสโพสไว้ตั้งแต่เมื่อคืน พร้อมคำบรรยายว่า

Life is a choice not a chance - ชีวิตคือทางเลือกนะครับ

พรุ่งนี้ตื่นมาเลือกนะครับว่าจะใช้ชีวิตอย่างสดใสหรือว่าซึมเศร้า ^__^

// ติงนัง


            ผมชอบใจทั้งภาพและแง่คิดที่ผู้โพสให้ไว้ จึงแชร์ภาพนี้ไว้บนไทม์ไลน์ ( รอให้เพื่อนๆมากด Like ^^ ) เหมือนกับที่เคยแชร์ภาพที่มีความหมายดีๆไว้เป็นประจำ

           แต่ภาพนี้ยังติดตาติดใจผมอยู่ จนต้องกลับมาหยิบมันขึ้นกล่าวถึงในบล็อกนี้อีกครั้ง

           คุณเคยสังเกตตัวเองไหมครับว่า ในทุกๆเช้าที่คุณตื่นขึ้นมา สมองของคุณที่ว่างเปล่าจากการหลับใหลมาตลอดคืน จะถูกแทนที่ด้วยความคิดและความรู้สึกอย่างหนึ่งอย่างใดที่แว่บเข้ามาภายในไม่กี่วินาที หรืออาจจะตั้งแต่วินาทีแรกโดยไม่ยอมให้คุณทันตั้งตัวด้วยซ้ำ

          มันอาจจะเป็นความคิดจากเรื่องราวเก่าๆเมื่อวันวาน ภาพความฝันเมื่อคืน หรือแม้แต่อารมณ์ความรู้สึกที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่สดๆร้อนๆเมื่อคุณลืมตาตื่น ไม่ว่าจะมีเหตุผลรองรับหรือไม่ก็ตาม

        ถ้าคุณสังเกตตัวเองต่อไป คุณจะพบว่า ความคิด ความรู้สึก หรืออารมณ์แรกที่เกิดกับคุณในตอนเช้านั้น มีผลต่อการดำเนินชีวิตตลอดทั้งวันนั้นไม่น้อยเลย

        ถ้าคุณตื่นมาด้วยอารมณ์อมทุกข์ เศร้า และความคิดที่อิดโรย วันนั้นทั้งวันชีวิตคุณก็จะห่อเหี่ยวเหมือนดอกไม้ในแจกันที่ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง

        ถ้าคุณตื่นมาด้วยความคิดในเชิงบวก มองโลกในเช้าวันใหม่ด้วยสายตาที่ฉายแววแห่งความหวังและกำลังใจ  เชื่อเถอะว่า วันนั้นคุณจะได้พบเจอเรื่องราวดีๆ เหมือนกับมุมมองแรกในวันนั้นของคณนั่นแหล่ะ และหากถึงแม้ว่าอาจจะมีเรื่องแย่ๆบางเรื่องหรือคนงี่เง่าบางคนเล็ดลอดเข้ามาในชีวิตคุณบ้าง คุณก็จะก้าวผ่านมันไปได้ไม่ยาก

       แต่ถ้าเช้านี้คุณมีหลากหลายอารมณ์ เช่น ตอนตื่นมาก็ยังดีๆอยู่ แต่ดันมีอะไรบางอย่างมาทำให้หงุดหงิด เบื่อหน่าย หรือสะเทือนอารมณ์ แล้วคุณก็ดันไปยึดติดกับอารมณ์อันหลังนี้ มันก็จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตวันนั้นของคุณเช่นกัน

       อันนี้ผมไม่ได้นั่งเทียนเขียนเองนะครับ มันเป็นหลักการทางจิตวิทยา ว่าด้วยเรื่องจิตใต้สำนึกที่ผมพอจะเคยได้เรียนรู้มาบ้าง และคิดว่าหลายท่านก็คงเคยศึกษามาเช่นกัน ทั้งจากหลักสูตรอบรม หรือหนังสือแนวนี้ที่หาอ่านได้่ง่ายในปัจจุบัน

       ว่ากันว่า จิตใต้สำนึกที่เรารู้กันว่า คือ ความคิดและจิตใจที่ซ่อนอยู่ในเบื้องลึก อยู่นอกการบังคับบัญชาของสติสัมปชัญญะ และเรายังทราบกันอีกว่า จิตใต้สำนึกนั้นมีพลังขับเคลื่อนชีวิตของเราให้ไปในทิศทางทั้งดีและเลวได้มากกว่าจิตสำนึกของเราเสียอีก

       แล้วคุณอาจจะทราบต่อไปอีกว่า แท้จริงแล้วจิตใต้สำนึกไม่ด้เกิดขึ้นมาลอยๆ แม้เราอาจจะควบคุมมันด้วยสติสัมปชัญญะไม่ได้ แต่เราสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ ก่อนจะปล่อยให้มันทำหน้าที่ขับเคลื่อนไปตามธรรมชาติของมัน

      และวัตถุดิบสำคัญอย่างหนึ่งที่จะใช้ในการสร้างและพัฒนาไปเป็นจิตใต้สำนึกนั้น คือ ความคิดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญสองช่วงเวลา คือ ช่วงก่อนนอน และหลังตื่นนอน
  
      ในสองช่วงเวลาดังกล่าว ถ้าคุณสะสมความคิด ความรู้สึกอย่างหนึ่งอย่างใดไว้ มันก็จะกลายเป็นเหมือนการฝังไมโครชิพไว้ในจิตใจของคุณ และไมโครชิพที่ว่าเนี่ยมันจะประมวลผลเป็นพลังงานขับเคลื่อนชีวิตคุณไปในทิศทางเดียวกับความคิดที่คุณฝังไว้

    ดังนั้น หากคุณต้องการให้ชีวิตคุณในแต่ละวันขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดี จุดเริ่มต้นก็อยู่ที่ความคิด อารมณ์และจิตใจในแว่บแรกตั้งแต่คุณตื่นนอน ถ้าคุณสามารถสร้างความคิดดีๆ อารมณ์ในเชิงบวกได้ในทุกๆเช้า และสะสมมันไว้ ก็เท่ากับว่า คุณได้เลือกวัตุดิบที่ดีให้ชีวิตคุณแล้ว 

26 มิถุนายน 2555

ร่วมไว้อาลัย "หวังเต๊ะ" พ่อครูลำตัดผู้จัดเจน.....

ที่จริงวันนี้มีเรื่องให้เขียนอยู่สองเรื่องใหญ่ๆ คือ เนื่องในวันนี้เป็นวันรำลึกบรมครูกลอนสุนทรภู่ กวีเอกของโลกและเป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลกด้วย แต่เห็นว่าเรื่องราวเหล่านี้ได้รับการนำเสนออย่างแพร่หลายมาเป็นประจำทุกปี และพอดีเมื่อเช้าผมได้ข่าวการเสียชีวิตของ "หวังเต๊ะ" ลำตัดชื่อดัง จึงตกลงใจเขียนบทความไว้อาลัยแก่ท่านแทน


ข่าวการเสียชีวิตของนายหวังดี นิมา หรือ "หวังเต๊ะ" เมื่อ 03.00 ของวันนี้ แม้จะไม่ใช่ข่าวใหญ่ครึกโครม แต่ก็ได้รับความสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกับคนรุ่นคุณลุงคุณป้าที่คงร้จักคุ้นคยกับศิลปินแห่งชาติท่านนี้ดี

ผมเองก็ทันได้เคยสัมผัสกับฝีมือการร้องเล่นลำตัดของ "หวังเต๊ะ" อยู่ในตอนเด็ก พ่อผมแกมีเทปคลาสเซทบันทึกการแสดงลำตัดอยู่หลายม้วน และแกก็ชอบเปิดฟังในยามว่าง ซึ่งก็แน่นอนว่า ผมได้มีโอกาสซึมซับมนต์เสน่ห์เฉพาะตัวของเพลงพื้นบ้านเหล่านั้นจากเทปคลาสเซทเหล่านั้นเอง



จำได้ว่า ถ้าเป็นลำตัดชื่อดังในตอนนั้น ฝ่ายชายก็หนีไม่พ้น "หวังเต๊ะ" และก็มีฝ่ายหญิงคือ แม่ประยูร ถ้าสองท่านนี้มาประชันกันเวทีไหนละก็สนุกอย่าบอกใครทีเดียว ทุกวันนี้หากใครมีโอกาสลองหาชมดู จะพบว่าการแสดงของศิลปินเหล่านั้นยังคงเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้อยู่เสมอ

สิ่งหนึ่งที่ผมทึ่งคือ  ตอนแรกผมเข้าใจว่า ศิลปินที่มีความสามารถด้านเพลงพื้นบ้านลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะมีกำเนิดเป็นในเมืองที่เรียกว่า ถิ่นกำเนิดศิลปินลูกทุ่ง เช่น สุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง เป็นต้น แต่ "หวังเต๊ะ" มีถิ่นกำเนิดที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นปริมณฑลชานกรุงนี่เอง

และที่พิศวงมากไปกว่านั้น คือ "หวังเต๊ะ" เป็นมุสลิม ซึ่งปกติผมเคยเห็นศิลปินชาวมุสลิมโดดเด่นในการขับร้องเพลงแนวที่เน้นลูกคอลูกเอื้อน ( ซึ่งเข้าใจว่า มีพื้นฐานมาจากบทสวดในศาสนา) เช่น เพลงลูกท่ง เพื่อชีวิต แต่ "หวังเต๊ะ" กลับเป็นศิลปินที่โดดเด่นในการแสดงเพลงพื้นพื้นบ้าน ซึ่งในสมัยก่อนก็ละเล่นกันตามงานบ้านงานวัด นับว่าเป็นประจักษ์พยานอย่างหนึ่งว่า ศิลปะการแสดงเป็นศาสตร์ที่หลอมรวมทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติศาสนาให้มาดื่มด่ำความบันเทิงร่วมกันได้

"หวังเต๊ะ"มุ่งมั่นสร้างความบันเทิง ดำรงความงดงามของศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้านมากว่า 40 ปี รางวัล "ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประเภทเพลงพื้นบ้าน" ที่ท่านได้รับใน พ.ศ.251 คงเป็นเครื่องยืนยันความสามารถและความรักในความเป็นไทยขอท่านได้ดี

น่าเสียดายนักที่สังขารของพ่อเพลงชื่อดังต้องถูกบั่นทอนด้วยโรคมะเร็งตับ ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2554 จนกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่อเวลา 03.00 ที่ผ่านมา



นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2468 ที่โลกได้ต้อนรับทารกน้อยที่เกิดมาเพื่อจะเป็นศิลปินเอกด้านการแสดงเพลงพื้นบ้าน จนกระทั่งเวลาตีสามของวันที่ 26 มิถุนายน 2555 เป็นเวลา 84 ปี ที่หวังเต๊ะได้ดำรงชีวิตอยู่เพื่อสร้างความสุขให้คนไทย และคนทั้งโลก--หากพวกเขาสามารถเข้าใจภาษาเราได้ นับว่าหนึ่งชีวิตของท่านไม่ว่างเปล่า ความรัก ความผูกพันในสิ่งที่ท่านทำอยู่คือสิ่งที่เติมเต็มชีวิตของพ่อเพลงผู้นี้

บัดนี้ท่านจากไปแล้ว คงเหลือไว้เพียงความทรงจำ และผลงานเท่าที่คนรุ่นหลังพอจะรวบรวมได้ เพื่อจะอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าไว้เป็นมรดกแห่งความภาคภูมิใจต่อไป

ขอร่วมไว้อาลัยแด่ท่าน "หวังเต๊ะ"

20 มิถุนายน 2555

" ขุนศึก " ภาพสะท้อนระบบราชการไทย



"สวัสดีครับ....."
ก่อนอื่นขอทักทายกันก่อนนิดนึง ในฐานที่เว้นระยะการเขียนบล็อกนี้ไปเกือบสี่เดือน


ก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ ยังคงวนเวียนอยู่ในโลกออนไลน์นี้อยู่ เพียงแต่ว่า ด้วยงานประจำและภาระหน้าที่บางอย่างดึงเอาพลังความคิดและจิตใจเอาไป จนเหลือน้อยเกินกว่าที่จะมาสร้างสรรค์บทความที่ช่วยจรรโลงใจผู้อ่าน ตามความตั้งใจตั้งแต่เริ่มเขียนบล็อกนี้ได้


จนกระทั่งช่วงเดือนนี้ พอได้หายใจหายคอสะดวกขึ้นบ้าง เลยกลับมาร่วมเติมเต็มช่องว่างในชีวิตและจิตใจไปด้วยกันกับผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่านอีกครั้ง


ช่วงนี้ผมติดละครอยุ่เรื่องหนึ่ง และคิดว่าหลายคนคงติดเหมือนกัน คือ "ขุนศึก" ที่อกอากาศทางช่อง 3 ทุกวันจันทร์-อังคาร ซึ่งใกล้จะถึงตอนอวสานในสัปดาห์หน้านี้แล้ว





ผมไม่ค่อยมีโอกาสดูทางทีวีในเวลาออกอากาศปกติเท่าไหร่นักหรอกครับ ก็อาศัยดูออนไลน์ย้อนหลังทาง youtube ที่เพื่อนสมาชิกผู้ใจดีอัพโหลดขึ้นแชร์ความสุขความบันเทิงกัน


ที่จริงตั้งแต่ที่เห็นตัวอย่างหนังก่อนออกอากาศ ผมก็รู้สึกว่า เป็นละครที่น่าดู และคงจะสนุกไม่น้อย เพราะผมเองก็เคยอ่านเรื่องนี้ที่เป็นนวนิยายผลงานของ "ไม้ เมืองเดิม"มาตั้งแต่ตอนเรียน ม.ต้น ( จำได้ว่าช่วงนั้นจะหลงใหลกลิ่นไอลูกทุ่งในนวนิยายจากปลายปากกาของท่านผู้นี้ไม่น้อย )


           


แต่ตอนนั้นดูเหมือนจะอ่านไม่จบ เพราะเป็นนวนิยายที่ยาวมากกว่าเรื่องอืนๆของผู้ประพันธ์ท่านเดียวกัน ยาวชนิดที่ว่า "ไม้ เมืองเดิม" เสียชีวิตก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้จบ จน "สุมทุม บุญเกื้อ"ต้องมารับช่วงแต่งต่อให้จนจบ


ดังนั้น ผมจึงตั้งใจไว้ในตอนนั้นว่า จะติดตามชมละครเรื่องนี้ให้ได้


แต่ก็ได้ชมที่ออกอากาศตอนแรกเมือต้นเดือนพฤษภาคม แล้วก็ไม่มีได้ติดตามต่อ จนกระทั่งช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงได้เปิดดูย้อนหลัง ชนิดที่ว่าจะเก็บรายละเอียดทุกตอน ทุก EP เลยทีเดียว


และก็ไม่ผิดหวังจริงๆครับ ได้ชมละครเรื่องนี้แล้ว ได้อารมณ์แบบเดียวกับตอนนั่งดูภาพยนตร์ "ตำนานสมเด็จพระนเรศวร" ในโรงภาพยนตร์เลยทีเดียว  เลือดรักชาติสูบฉีด สำนึกรักความเป็นไทยเอ่อล้นขึ้นมาถึงคอหอย ก็ด้วยอิทธิพลจากเนื้อเรื่อง ฉาก สำนวนการเจรจาของตัวละคร รวมไปถึงรายละเอียดต่างๆที่ คงต้องขอกด LIKE ให้ผู้จัดและนักแสดงทุกคนเลยแหล่ะครับ ^^


ไม่ใช่แค่ความบันเทิงเท่านั้น หากดูไปคิดตามไป    "ขุนศึก" ยังสะท้อนให้เห็นภาพหลายอย่างในสังคมไทยที่ยังมีอยู่จากอดีตถึงปัจจุบัน


หนึ่งในนั้น คือ ความไม่เอาไหนของระบบราชการไทย.....


เราจะเห็นได้ว่า ลำพังคนเก่ง คนดี มีฝีมือ ใช่จะเอาตัวรอด หรือได้ดิบได้ดี มีความเจริญก้าวหน้าในราชการไทยเสมอไป บางครั้งโชคไม่เข้าข้าง กลับต้องประสบเคราะห์กรรมจนแทบเอาตัวไม่รอดเสียอีก


ในขณะที่คนบางกลุ่ม ความรู้ความสามารถก็ไม่ค่อยมี ความดียิ่งแทบจะไม่ปรากฎ แต่ด้วยอาศัยการตีหลายหน้า ประจบสอพลอ ใช้วิธีสกปรกในการไต่เต้าหาความชอบใส่ตัว กลับสามารถลอยหน้าลอยตาอย่ได้ บางทีได้ดีกว่าคนใสซื่อมือสะอาดเสียอีก


ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ด้วยเหตุผลที่ทราบกันดีอยู่ว่า นอกจากเสียที่"ระบบ"แล้ว  "คน"ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่บางท่านที่วางตัวไม่น่าเลื่อมใสเท่าไหร่ ยกตัวอย่างในเรื่องขุนศึกก็เช่น ขุนรามเดชะ ( พ่อของนางเอก ที่แสดงโดยคุณนิรุตติ์ ศิริจรรยา )





ขุนรามเดชะ ตามที่ปรากฎในเนื้อเรื่อง เป็นตัวอย่างของคนที่ทำให้ระบบ "อุปถัมภ์" และระบบ "ฝาก-ฝัง" ยังคงไม่หมดจากระบบราชการไทยเสียที


ความลำเอียงของขุนรามฯที่หลับหูหลับตาอุ้มชู "อ้ายขัน" อยู่ได้ ทั้งที่มันชั่วสุดเลว ถึงเกือบจะข่มเหงน้ำใจแม่หญิงเรไรให้เสียสาวอยู่แล้ว ก็ยังไม่ยอมตัดขาดเสียที


แต่กับเสมาที่ไม่เคยทำตัวมีพิษมีภัยมาตั้งแต่ต้น แต่เพียงเพราะการปักใจ ปักหมุดความชิงชังว่า เป้นแค่ไอ้ช่างตีเหล็กสกุลต่ำไม่เจียมกะลาหัว บังอาจมาหมายปองแม่หญิงเรไรบุตรสาวตน ก็เลยพาลรังแกผู้น้อย ด้วยการไม่ส่งชื่อให้สังกัดมูลนาย ปล่อยให้เป็นทหารอาสาที่ไร้ศักดินาอยู่เช่นนั้น จนแม้เสมาได้รับราชการสนองพระคุณจนได้บรรดาศักดิ์เป็นหมื่น เป็นขุน ก็ยังไม่วายถูกรังแก


ตัวเองรังแกคนเดียวไม่พอ ยังเทียวชักนำผู้อื่นใหพลอยชิงชังไปด้วยอย่างช่วงที่พระยาเดโชมาแสดงความชืนชม และแสดงความจำนงอยากชุบเลี้ยงหมื่นศึกอาสา( เสมา ) แต่พอได้ฟังการเป่าหูจากขุนรามฯก็ถึงกับขยาด ไม่กล้าให้การอุปถัมภ์หรือสนับสนุนคนดีๆอย่างเสมาไปได้


นี่เป็นภาพของการ "ฝาก-ฝัง" คือ "ฝาก"ให้ช่วยกัน "ฝัง" ต่อๆกันไป ชนิดที่ว่า อย่าให้โผล่หัวขึ้นมาได้เลยทีเดียว ซึงเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็ยังไม่หายไปจากแวดวงราชการไทย


แต่อย่างไรก็ตาม  "ขุนศึก" ก็ไม่ได้ใจร้ายถึงกับจะทำให้ผู้ชมเสื่อมคลายความศรัทธาในระบบราชการไทยไปเสียทีเดียว หากติดตามชมดดยตลอด ก้จะสามารถใช้วิจารณญาณพิจารณาได้ว่าต่อให้ "ระบบ" ย่ำแย่แค่ไหน แต่หาก "คน" ยังยึดมั่นในแนวทางแห่งความดี ผลดีก็ย่อมบังเกิดแก่ผู้นั้นและบ้านเมือง สังคมโดยส่วนรวมได้


ซึ่งก็จริงอย่างที่พระเถระเมืองวิเศษไชยชาญกล่าวกับเสมา ( EP 3 ตอนที่ 5/9 ) ว่า




"ถ้าเอ็งมัวแต่ท้อแท้อยู่เช่นนี้ บ้านเมืองก็จะขาดคนดีมีฝีมือไป....."


เพราะฉะนั้นพี่น้องเอ๋ย....ท่านจงอย่าได้ท้อแท้หรือท้อถอยต่อราชการไทยเลย หาไม่แล้วพวกคนชั่วที่แผงตัวอยู่จะยิ่งเหิมเกริม นำพาบ้านเมืองให้ตกต่ำกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้....!!!


ปล.ผมอินกับละครมากเกินไปหรือเปล่าเนี่ย..^_^

2 กุมภาพันธ์ 2555

เมื่อดอกป๊อบปี้บาน...ต้นเดือนกุมภาพันธ์

         ดอกไม้แต่ละชนิดมีช่วงเวลาแห่งการผลิบานในฤดูกาลของมัน

         และเดือนกุมภาพันธ์นี้ก็จะมีดอกไม้สองชนิดที่เบ่งบานมากเป็นพิเศษ นั่นคือ ดอกป๊อบปี้และดอกกุหลาบ


        ดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์แห่งวันวาเลนไทน์ ๑๔ กุมภาพันธ์ อย่างที่ทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้ว
       
        ส่วนดอกป๊อบปี้นั้น หลายคนก็พอจะทราบว่าเป็นสัญลักษณ์วันทหารผ่านศึก คือวันที่ 3 กุมภาพันธ์ แต่หลายคนก็ยังสงสัยว่า ดอกไม้ป่าสีแดงสดดอกนี้ มีความเป็นมาอย่างไรจึงได้มาเบ่งบานในต้นเดือนกุมภาพันธ์ได้


       ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับดอกไม้ชนิดนี้กันก่อน ดอกป๊อปปี้ เป็นพืชในวงศ์ Papaveraceae ที่ออกดอก มีลักษณะประกอบด้วย ๔-๖ ใบ มีสีสันแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับพันธุ์ บางพันธุ์อาจมีลวดลายบนกลีบดอกได้

(ขอบคุณภาพจาก เว็บไซต์ บ้านมหาดอทคอม)
  

ดอกป๊อบปี้เป็นดอกไม้ป่า ครั้งหนึ่งในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๑  ซึ่งทหารไทยเข้าร่วมกับกองกำลังสัมพันธมิตรต่อสู้กับฝ่ายเยอรมัน โดยได้สู้รบกันในสมรภูมิที่โด่งดังจนกลายเป็นวีรกรรม คือ สมรภูมิฟลานเดอร์สและสมรภูมิเบลเยี่ยม ซึ่งทำให้ทหารบาดเจ้บล้มตายเป็นจำนวนมากที่สุด และในพื้นที่ที่เป็นสุสานฝังศพของทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมินั้น ก็บังเกิดมีดอกป๊อบปี้ป่าผุดขึ้นเป็นเสมือนพรมสีแดงสดปกคลุมหลุมฝังศพ นับเป็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ที่ปรากฏแก่สายตาของคนที่นั่น รวมถึงจอมพลเอิร์ล ออฟ เฮก ผู้บัญชาการรบ ณ สมรภูมิดังกล่าวด้วย


      จากปรากฏการณ์ธรรมชาติคราวนั้น จึงได้ถือกันว่า ดอกป๊อบปี้ เป็นสัญลักษณ์แทนความกล้าหาญของทหารที่ผ่านสมรภูมิรบ โดยสีแดงสดของมันจะช่วยเตือนใจให้ระลึกถึงเลือดทุกหยดที่พวกเขาเสียสละเพื่อพิทักษ์รักษาความสงบสุขของโลก

    สำหรับในประเทศไทย ดอกป๊อบปี้ได้ผลิบานประกาศความสำคัญของการเป็นสัญลักษณ์แห่งทหารกล้าเป็นครั้งแรก เมื่อท่านผู้หญิง จงกล กิตติขจร ประธานสโมสรสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก หรือมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกในปัจจุบัน ที่ต้องการจะดำเนินการหาทุนมาช่วยเหลือทหาร และครอบครัวทหารผ่านศึก ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันประเทศ จึงได้มีดำริในการจัดทำดอกป๊อบปี้จำหน่ายในวันทหารผ่านศึก ตั้งแต่ปี ๒๕๑๑ เป็นต้นมา

      ย้อนหลังไปก่อนที่ท่านผู้หญิงจงกลจะมีดำริในการจัดทำดอกป๊อบปี้จำหน่ายนั้น ในช่วงหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด ทหารไทยที่เข้าร่วมสู้รบกลับมาถูกปลดปล่อยอย่างกระทันหัน ทำให้เกิดความเดือดร้อนในการครองชีพ โดยเฉพาะครอบครัวของผู้เสียชีวิตหรือทหารที่พิการทุพพลภาพ ดังนั้น เพื่อหาทางช่วยเหลือทหารผ่านศึกเหล่านี้ รัฐบาลไทยในสมัยนั้น ซึ่งมีพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้มอบหมายให้กระทรวงกลาโหมเป็นผู้พิจารณาดำเนินการช่วยเหลือ


    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เรียกว่า "คณะกรรมการพิจารณาหาทางช่วยเหลือทหารกองหนุน" เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๘ คณะกรรมการชุดนี้ได้ปฏิบัติงานโดยใช้สำนักงานและเจ้าหน้าที่ของกรมเสนาธิการทหาร (ปัจจุบันคือ กองบัญชาการทหารสูงสุด) และได้พิจารณาจัดสรรเงินอุดหนุนจากงบประมาณของกระทรวงกลาโหมจำนวนหนึ่ง เพื่อให้การสงเคราะห์แก่ทหารผ่านศึกนอกประจำการเหล่านั้น


     แต่เนื่องจากปริมาณงานด้านการให้ความช่วยเหลือในการสงเคราะห์ทหารผ่านศึกนอกประจำการมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น การดำเนินงานโดยคณะกรรมการไม่รัดกุมและเหมาะสมกับเหตุการณ์ รัฐบาลจึงจัดตั้ง "องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก" ขึ้นเพื่อให้เป็นหน่วยงานถาวร ทำหน้าที่ให้การสงเคราะห์แก่ทหารผ่านศึกและครอบครัวทหารผ่านศึกโดยตรง โดยได้มีการร่างพระราชบัญญัติองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๑ ซึ่งถือเป็นวันทหารผ่านศึกตลอดมา 


    จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๐ สภาทหารผ่านศึกสภากลาโหม และรัฐบาล ได้พิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติเสียใหม่เพื่อเป็นการขยายการสงเคราะห์ให้รวมไปถึง ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือนและพลเรือน ซึ่งได้กระทำหน้าที่ป้องกันหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคง หรือความปลอดภัยแห่งราชอาณาจักร ทั้งภายในและภายนอกประเทศตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด และรวมถึงทหารนอกประจำการที่มิได้ผ่านศึกด้วย กับทั้งยังได้รวมมูลนิธิช่วยทหารและครอบครัวทหาร ที่ไปช่วยสหประชาชาติทำการรบ ณ ประเทศเกาหลี ให้เข้ามารวมเป็นหน่วยเดียวกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เพื่อให้การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน พระราชบัญญัตินี้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน
(ขอบคุณภาพจาก blogang.com)

          และหลังจากพระราชบัญญัติฉบับปรับปรุงดังกล่าวประกาศใช้ได้ประมาณหนึ่งปี ในปีถัดมาคือ ปี ๒๕๑๑ ท่านผู้หญิง จงกล กิตติขจร ประธานสโมสรสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก หรือมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกในปัจจุบัน ก็ได้มีดำริในการทำดอกป๊อบปี้ออกจำหน่ายเพื่อหาทุนช่วยเหลือทหารผ่านศึกดังที่กล่าวตอนต้น

        ดอกป๊อบปี้จึงบานในต้นเดือนกุมภาพันธ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

        ปีนี้...ฤดูกาลเบ่งบานของดอกป๊อบปี้เวียนมาถึงอีกครั้ง จะเห็นได้ว่า ตามหน่วยงานราชการ ห้างสรรพสินค้า ย่านชุมชน จะมีการรณรงค์จำหน่ายดอกป๊อบปี้ เพื่อนำเงินที่ได้ไปสมทบทุนช่วยเหลือบรรดาทหารผ่านศึกและครอบครัวที่ยังคงมีอยู่เป้นจำนวนมาก

     เพราะพวกเขาเหล่านั้น ในอดีตคือผู้กล้าที่เสียสละความสุขส่วนตัว ร่างกาย แม้กระทั่งชีวิต เพื่อพิทักษ์รักษาแผ่นดินไทยให้พวกเรามีแผ่นดินอยู่สุขสบายจนทุกวันนี้

   







22 มกราคม 2555

บุกบ้านจิ๊กโก๋...ในวันตรุษจีน

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้....ขอรับกระผม

กลับมาทักทายกันอีกครั้งในเทศกาลตรุษจีนปีมังกรทอง ในวันนี้ซึ่งเป็นวันสำคัญวันที่สอง ที่เรียกกันว่า"วันไหว้" หลังจากผ่านพ้น"วันจ่าย"ไปเมื่อวาน และก่อนจะถึง "วันเที่ยว"คือวันพรุ่งนี้

ออกไปนอกบ้านวันนี้ ภาพที่เห็นได้โดยทั่วไป คือ หน้าบ้านหลายๆหลัง รวมไปถึงบรรดาอาคารสำนักงานหลายๆที่ ตั้งโต๊ะวาง"ของไหว้"ซึ่งก็มีทั้งผลหมากรากไม้(คำคล้องจองน่ะครับ ไม่มีบ้านไหนเอารากไม้มาไหว้จริงๆหรอก^_^)หมู เห็ด เป็ด ไก่ มาวางไว้หน้าบ้าน พร้อมด้วยธูปที่จุดกันควันโขมงพอๆกับศาลเจ้าเลยทีเดียว

ผมบิดมอเตอร์ไซค์คันเก่งผ่านหน้าบ้าน อาคารสำนักงานเหล่านั้น มุ่งตรงไปยังแฟลตที่พักข้าราชการทหารย่านหลักสี่ ถนนแจ้งวัฒนะ ไม่ได้จะไปหาที่ไหว้เจ้าหรอกครับ แต่วันนี้มีนัดกับรุ่นพี่ จ่าพรชัย...หรือพี่"ม้าแกลบ"ของพวกเรา ว่าวันนี้จะบุกบ้าน"จิ๊กโก๋"ซะหน่อย

ฮะแฮ่ม...อย่าเพิ่งตกใจไป ผมกับจ่ารุ่นพี่ไม่ได้จะปฏิบัติการป่วนเมืองฉลองตรุษจีนหรอกครับ  "จิ๊กโก๋"ที่ว่านี่ คือเจ้าของฉายา"จิ๊กโก๋ยามบ่าย" อันเป็นรายการวิทยุที่มีแฟนคลับย่านสะพานใหม่ ดอนเมือง และอีกหลายๆที่ หลากหลายวัย และนานาสาขาอาชีพ


ก็วันนี้ที่"บ้านจิ๊กโก๋"ซึ่งก็คือที่ตั้งของสถานีวิทยุชมรมนักบุญคนสู้ชีวิต FM 91.25 มีการทำบุญเลี้ยงเพลพระ เนื่องในโอกาสปีใหม่และตรุษจีน รวบยอดเป็นงานเดียวกัน โดย อ.นฤชา เพ่งผล เจ้าของสมญานาม"จิ๊กโก๋ยามบ่าย"และเป็นเจ้าของสถานีวิทยุแห่งนี้ ได้เชิญชวนสมาชิกชมรมฯมาร่วมบุญกันอีกครั้ง ซึ่งหนึ่งในสมาชิกเจ้าประจำ ก็คือ คุณพี่จ่าพรชัย ที่ชวนผมมานี่เอง

ผมเคยมาร่วมงานบุญที่สถานีวิทยุแห่งนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว เป็นการทำบุญรับบริจาคอุปกรณ์การเรียนและทุนการศึกษา เพื่อไปมอบให้กับโรงเรียนยากไร้ในจังหวัดสุพรรณบุรีที่อยู่ในอุปการะของชมรมมาหลายปี ซึ่งครั้งนั้นผมก็ได้เขียนเล่าไว้ในโพสเรื่อง "ผมไปทำบุญกับจิ๊กโก๋มาครับ"ไว้แล้ว

หลังจากนั้นผมก็ได้มีโอกาสแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนสถานีฯอีกหลายครั้ง ก็ด้วยการดึง เอ๊ย!ชักชวนของพี่จ่าพรชัยนั่นแหล่ะ ด้วยเหตุที่แกไม่สามารถขับรถหรือเดินทางมาด้วยตัวเองตามลำพังได้ ผมก็ต้องเป็นสารถีพาแกไป ถือว่าเป็นการร่วมบุญกับแกไปด้วยในตัว

วันนี้ก็เช่นกัน ผมแวะไปรับแกที่แฟลตตั้งแต่เก้าโมง พากันเข้าไปยังสถานีฯอันเป็นสถานที่จัดงาน

อาจจะด้วยความที่เข้าไปก่อนเวลาเกือบสองชั่วโมง จึงยังไม่เห็นมีคนมามากนัก นอกจากบรรดาดีเจ และคนใกล้ชิดสนิทสนมกับชมรมฯที่มาช่วยกันเตรียมงานตั้งแต่เช้าเท่านั้น

(ขอบคุณภาพประกอบจาก facebook นฤชา จิ๊กโก๋ยามบ่าย)

แต่ไม่กี่อึดใจต่อมา บรรดาสมาชิกชมรมฯก็ทยอยมาถึง และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนเก้าอี้ที่เตรียมไว้แทบจะไม่พอนั่ง พื้นที่ในบ้านของจิ๊กโก๋แลดูแคบไปถนัดตา พี่จ่าพรชัยเองยังตั้งข้อสังเกตเลยว่า งานนี้ดูคนจะเยอะกว่าทุกๆงานที่ผ่านมา

(ขอบคุณภาพประกอบจาก facebook นฤชา จิ๊กโก๋ยามบ่าย)

ก็คงจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะงานวันนี้มิใช่มีเพียงแค่การทำบุญเลี้ยงพระธรรมดาเท่านั้น แต่ยังมีการ"เลี้ยงคน"ด้วย โดยสมาชิกชมรมฯนั่นแหล่ะที่สนับสนุนอาหารและเครื่องดื่มมาบริการผู้มาร่วมงาน
เช่น กาแฟโบราณ ลูกชิ้นปิ้ง น้ำแข็งไส เป็นต้น ส่วนใครเป็นผู้นำมาบริการบ้างนั้น ต้องขออภัยจริงๆที่ผมจำไม่ได้ทั้งหมด แม้ว่าพี่ดีเจแก้วตาคนสวยจะประกาศอยู่หลายเที่ยว แต่ด้วยความที่ผมไม่ค่อยคุ้นเคยกับสมาชิกเท่าพี่จ่าพรชัย เกรงว่าจะเอ่ยชื่อผิดๆถูกๆ เลยขอข้ามไปละกัน


(ขอบคุณภาพประกอบจาก facebook นฤชา จิ๊กโก๋ยามบ่าย)

นอกจากนั้นในวันนี้ ยังมีตัวแทนครูและนักเรียนจากโรงเรียนบ้านหนองแขม จ.สุพรรณบุรี ซึ่งอยู่ในความอุปถัมภ์ของชมรมอย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นมาร่วมสวัสดีปีใหม่ชาวชมรมฯด้วย ก็เป็นอีกภาพบรรยากาศที่น่ารักดีครับ

อ้อ...เกือบลืมบอกไปอย่าง ที่จริงผมนำกล้องติดไปว่าจะเก็บภาพบรรยากาศงานมาฝากกัน แต่พอเข้าไปในงานมัวแต่เพลิดเพลินกับบรรยากาศ จนไม่อยากลุกไปเดินให้เกะกะงานเค้าเปล่าๆ ประกอบกับมีทีมช่างภาพของสถานีอยู่แล้ว ผมก็เลยได้อาศัยภาพถ่ายฝีมือน้องๆตากล้องสาวสวยเหล่านั้น ที่นำอัพโหลดลง facebook ของ อ.นฤชา มาเป็นภาพประกอบบทความนี้ ก็ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

เสร็จสิ้นพิธีช่วงบ่ายๆผมพาพี่จ่าพรชัยกลับไปส่งบ้าน ส่วนตัวเองเตร็ดเตร่เหล่หญิง เอ๊ย!ทำธุระต่อสักพักจึงกลับเข้าบ้าน มารายงานการปฏิบัติการบุกบ้านจิ๊กโก๋นี่แหล่ะครับ

ถ้ามีโอกาส คงได้บุกไปอีก...เตรียมตั้งรับให้ดีเถอะนะครับ จิ๊กโก๋ยามบ่าย...^_^