นานเท่าไหร่แล้ว...นับตั้งแต่วันแรกที่คุณก้าวออกมาจากบ้าน(เกิด) ออกมาใช้ชีวิตในโลกกว้างใบนี้
คุณมีโอกาสได้กลับไปบ้านหลังนั้นบ่อยแค่ไหน...ทุกเดือน...ทุกปี...ทุกห้าปี...หรือจำไม่ได้แล้วว่ากลับบ้านครั้งล่าสุดเมื่อไหร่
คุณวุ่นวายกับชีวิตที่วิ่งวนอยู่ภายนอก จนลืมไปหรือเปล่าว่า นอกจากห้องที่คุณซุกหัวนอนอยู่ทุกวันนี้แล้ว คุณยังมีบ้านหลังเก่าที่คุณเคยนอน-เคยคลาน-เคยวิ่งเล่น กับใครบางคนที่อยู่กับคุณมาตั้งแต่วันแรก จนถึงวันที่คุณกล่าวคำลาพวกเขามา แต่พวกเขาก็ยังคอยต้อนรับคุณกลับไปอยู่เสมอ
การกลับบ้านของใครหลายๆคน...มีความหมายมากกว่าการกลับไปเจอพวกเขาเหล่านั้น แต่มันคือการกลับไปตั้งหลัก...พยุงชีวิตที่ถูกมรสุมภายนอกกระหน่ำจนเซให้ยืนมั่นคงได้อีกครั้ง
และยังเป็นการกลับไปค้นหาบางสิ่งบางอย่างมาเติมเต็มชีวิตบางส่วนที่ทำหล่นหายในระหว่างการเดินทางด้วย
ไพวรินทร์ งามงาม นักเขียนที่ได้ชื่อว่าเป็น “กวีซีไรต์” คนหนึ่ง เคยรำพึงถึงความรู้สึกของคนที่ได้กลับบ้านภายหลังการเดินทางอันยาวไกลไว้ใน “ลำนำวเนจร” ว่า
อยู่กับมุมบ้านเก่าเฝ้ามองใกล้
ตระเวนตามความหลังที่ฝังใจ....”
อ่านดูเผินๆเหมือนกับว่า การกลับบ้านของคนๆนี้ คือการกลับไปขุดคุ้ยหาอดีตแล้วหมกตัวอยู่กับมัน แต่ผมกลับมองว่า การ “ตระเวนตามความหลังที่ฝังใจ”ในระหว่างที่ “...นั่งเหงา-เหงา อยู่กับมุมบ้านเก่า...”เนี่ยบางทีมันก็เป็นการเติมเต็มชีวิตได้อย่างหนึ่งนะ
หลายๆคนเคยมีฝันอันสดใสในวัยเด็ก แต่เมื่อเติบโตขึ้น และต้องเปลี่ยนมาดำเนินชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่ใช่อย่างที่ฝันไว้ อยู่ในโลกกว้างที่ต้องก้าวเดินไปตลอดเวลาแทบไม่ได้หยุดพัก บางคนอาจจะเริ่มลืมเลือนฝันในวัยเยาว์ของตัวเองไป แต่เมื่อมีโอกาสกลับไปรำลึกความหลังที่บ้าน ภาพฝันวันวานอาจจะย้อนกลับมา กระตุกเตือนให้เราย้อนกับไปทำฝันนั้นให้เป็นจริงได้
หลายคนไม่มีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อมันยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ การกลับไปค้นหาภาพความสุขในอดีตก็เป็นตัวช่วยได้ดีอย่างหนึ่ง และคลังภาพแห่งความสุขที่ว่านั้น แหล่งใหญ่ที่สุดก็คือบ้านเรานั่นเอง
คุณเคยได้ยินสำนวน “กลับไปตายรัง” ใช่มั้ย...ผมว่านะ—ถ้ามันเป็นรังที่อบอุ่น นกทุกตัวก็คงพร้อมที่จะกลับไปตายที่นั่น...ดีกว่าโดนยิง...โดนเหยียบ...หรือโดนระเบิดตายอยู่ข้างถนนตั้งเยอะ!!
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น