คำทักทาย

ขอบคุณที่แวะมาเติมเต็มสิ่งดีๆให้กันและกันครับ ^_^

29 พฤษภาคม 2554

“ชีวิตที่หายไป”

                   เคยได้ยินกวีนิพนธ์บทหนึ่ง ของอังคาร กัลลยาณพงศ์ ที่รำพึงว่า

“...อนิจจา-น่าเสียดาย

ฉันทำชีวิตหายไปเสียครึ่ง....”

          ผมไม่แน่ใจหรอกนะว่า ชีวิตที่หายไปครึ่งหนึ่งของกวีท่านนี้ เป็นช่วงใดบ้างของชีวิต แต่ถ้าเอาตามความเข้าใจของผม ช่วงชีวิตที่สูญหายไป ก็คือช่วงเวลาที่เราปล่อยชีวิตให้อยู่ไปวันๆอย่างไร้ค่า โดยไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาเป็นชิ้นเป็นอัน

          จริงอยู่...ชีวิตไม่ใช่ธุรกิจการลงทุนที่ต้องได้กำไรเป็นผลตอบแทนเสมอไป แต่การใช้ชีวิตให้ดำเนินไปตามกาลเวลาที่ผันผ่านก็คงไม่ต่างจากการหว่านเมล็ดพืชลงบนพื้นดิน ถ้ามันไม่งอกออกมาก็แสดงว่า เมล็ดนั้นเหี่ยวแห้ง ลีบ และหล่นหายไป นั่นก็ย่อมหมายถึง ความสูญเปล่าจากกการหล่นหายนั้นด้วย

          แน่ละ...ผมเชื่อว่า ทุกคนต้องมีช่วงเวลาที่เผลอทำชีวิตหล่นหายด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ช่วงเวลานั้นจะยาวนานมากน้อยแตกต่างกันไป แต่โดยมากแล้ว ช่วงเวลาที่ว่านี้ น่าจะเป็นช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นมากกว่าวัยอื่น

          คงไม่มีใครปฏิเสธว่า มีน้อยคนที่จะมีความระมัดระวังในการใช้ชีวิตช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นมากพอที่จะเก็บรักษาเรื่องราวดีๆในชีวิตไว้ได้ครบถ้วน เพราะคนในวัยนี้ใช้ชีวิตค่อนข้างฟุ่มเฟือย บางทีชีวิตมันหล่นหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ตัว มารู้สึกตัวอีกทีก็อาจจะต้องมารำพึงรำพันบ่นเสียดายเหมือนกวีที่ยกมาข้างต้น

          ที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรมากนักหรอก...ก็เหมือนกับการลำเลียงน้ำไปตามระยะทางที่ยาวไกล น้ำก็อาจจะหกได้บ้างได้บ้าง ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่นั่นแหล่ะ...ถ้าทำได้ เราก็คงประคับประคองให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด

          วิธีการป้องกันความสูญเสียที่(คิดว่า)ดีที่สุด ก็คือ การวางแผนชีวิต

          ฟังดูเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกันนะ ก็ชีวิตคนเราไม่ใช่หมากกระดานหรือเกมส์ออนไลน์ที่จะหลับหูหลับตาเล่นมั่วๆได้นี่น่า การวางแผนชีวิตก็คงต้องรอบคอบและคิดหนักกันหน่อย

          แต่คุณลืมไปอย่างหนึ่งหรือเปล่าว่า ไม่มีใครเขามาบังคับให้คุณต้องวางแผนแบบรวดเดียวจบนี่ครับ

          ว.แหวน แห่งสำนักพิมพ์ใยไหม เคยเขียนไว้ในหนังสือ “ชีวิตเรา...เอาไงดี?” ของเธอว่า ชีวิตเราไม่ใช่เรื่องรีบร้อน เราไม่ได้กำลังแข่งขันเพื่อทำสถิติโลก หรือหวังเหรียญทองโอลิมปิกอยู่นะ!

          ผมว่าก็จริงของเธอนะ...เราเคยเรียนวิชาสังคมศึกษาตอนมัธยม  อาจารย์บอกว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังต้องค่อยๆดำเนินการเป็นขั้นตอน โดยร่างและเขียนใหม่ทุกๆห้าปี หรือแม้แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ยังปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาเกือบยี่สิบฉบับแล้ว ประสาอะไรกับแผนชีวิตคนเรา ใจคอจะวางแบบรวดเดียวจบเลยรึไงครับ?

          แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น-ผมก็ไม่ได้สนับสนุนให้คุณอ้อยอิ่งจนกลายเป็นอืดอาดไปอีกนะ! เพราะหัวใจสำคัญอีกอย่างของการป้องกันชีวิตหล่นหายที่ผมกำลังจะบอกก็คือ การยึดหลัก “ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ” ยิ่งเริ่มต้นเร็วแค่ไหน ก็เหมือนเราได้อุดช่องโหว่ที่เป็นช่องทางตกหล่นของชีวิตได้เร็วทันการณ์แค่นั้น

          มันอาจจะเป็นการเสียเวลา ถ้าเราคิดจะกลับไปค้นหาชีวิตที่หล่นหายไป แต่มันก็ยังไม่สาย ถ้าเราจะคิดเริ่มต้นเก็บรายละเอียดของชีวิตตั้งแต่วันนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น