คำทักทาย

ขอบคุณที่แวะมาเติมเต็มสิ่งดีๆให้กันและกันครับ ^_^

20 มกราคม 2555

ตรุษจีน...ไหว้เจ้า(แผ่นดิน)

เทศกาลตรุษจีนกำลังจะมาถึงอีกครั้ง


 



แม้ปีจะมีการคาดการณ์กันว่า  ตรุษจีนปีนี้อาจจะไม่คึกคักเท่าปีก่อนๆ ด้วยสภาพเศรษฐกิจไม่ค่อยเป็นใจ ข้าวของแพง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นผลพวงสืบเนื่องมาจากที่ไทยเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตการณ์น้ำท่วมมาเมื่อปลายปีก่อนด้วยหรือไม่ แล้วไหนจะสถานการณ์การบ้านเมืองที่ยังไม่สงบสุขสักที จู่ๆก็มีกระแสข่าวก่อการร้ายในประเทศไทยมาปั่นป่วนให้ทั้งนักท่องเที่ยวและนักลงทุนตื่นตระหนกกันซะอย่างนั้น

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ในเมื่อตรุษจีนเป็นเทศกาลสำคัญ เรียกว่าเป็นประเพณีปฏิบัติกันมานานอย่างนี้แล้ว จะคักคักมากน้อยอย่างไรก็แล้วแต่ แต่บรรดาพี่น้องคนไทยเชื้อสายจีนก็ยังคงยึดถือปฏิบัติกันโดยไม่อาจงดได้

 

ถึงเทศกาลตรุษจีน กิจกรรมตามประเพณีอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การไหว้เจ้า ซึ่งก็คือการไหว้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษ รวมไปถึงการสักการะเทพเจ้าต่างๆตามความเชื่อ


และนอกเหนือจากดวงวิญญาณบรรพบุรุษและเทพเจ้าต่างๆแล้ว "เจ้า"ที่จะไหว้กันในเทศกาลตรุษจีนนี้ยังหมายรวมถึง "เจ้าแผ่นดิน" นั่นคือดวงพระวิญญาณแห่งบุรพกษัตริยาธิราชเจ้าของไทยด้วย

อย่างที่ทราบกันนะครับว่า คนไทยเชื้อสายจีนในปัจจุบันนี้ สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ที่อพยพเข้ามาอยู่ในแผ่นดินไทยตั้งแต่สมัยโบราณนานมาแล้ว  และพวกท่านเหล่านั้นก็ได้มีชีวิตที่สงบสุข ร่มเย็น อยู่ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารแห่งพระมหากษัตริย์ไทยตลอดมาจนถึงลูกหลาน ถ้าใครจำเรื่อง "อยู่กับก๋ง"ของ หยก บูรพา ก็คงจะจำประโยคหนึ่งของก๋งได้ว่า แผ่นดินเกิดของก่งคือเมืองจีน แต่แผ่นดินตายของก๋งคือแผ่นดินไทย



ด้วยความรัก ผูกพันในแผ่นดินไทย และความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยทุกๆพระองค์ จึงกลายเป็นความรู้สึกว่า พระเจ้าแผ่นดินไทยก็ทรงเปรียบเสมือนเทพเจ้าผู้ปกปักรักษา อภิบาลดูแลให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข เมื่อถึงเทศกาลสำคัญเช่นนี้ จึงได้มีการสักการะบูชา "เจ้า"เหนือหัวทุกๆพระองค์ด้วย

ประกอบกับอีกเหตุผลหนึ่งคือ หากสืบค้น ไล่เลียงลำดับตามสายพระโลหิตแล้ว ก็มีพระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ที่ทรงมีเชื้อสายจีนผสมผสานอยู่


เริ่มมาตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงมีพระราชบิดาเป็นชาวจีน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินไทยที่คนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนเคารพรักมาก

มาถึงพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เริ่มต้นที่รัชกาลที่ ๑ พระราชบิดาของพระองค์ที่ชื่อ ทองดี ก็ได้แต่งงานกับลูกสาวคหบดีชาวจีน ชื่อ ดาวเรืองหรือหยก  และพระองค์ท่านเองก็ได้อภิเษกกับคุณนาก ซึ่งเป็นลูกครึ่งไทย-จีนมาจากทางอัมพวา(ภายหลังคุณนากได้รับการแต่งตั้งเป็น สมเด็จพระอมรินทรามาตย์) จนให้กำเนิดรัชกาลที่ ๒

รายละเอียดของเรื่องเกี่ยวกับการมีสายพระโลหิตจีนของพระมหากษัตริย์ไทยนี้ อ.เผ่าทอง ทองเจือ เขียนไว้ในไทยรัฐออนไลน์ คอลัมน์ คนดังนั่งเขียน เรื่อง ไหว้เจ้าตรุษจีน:เมื่อ"เจ้า"ไหว้เจ้า โพสเมื่อ 20 ม.ค.55 สามารถเข้าไปอ่านดูได้ครับ

แต่ที่ผมจะเอามาเล่าสู่กันฟังต่อก็คือ ตอนท้ายของบทความ อ.เผ่าทองเล่าถึงการทำพิธีไหว้ (ดวงพระวิญญาณ)"เจ้าแผ่นดิน" ซึ่งจัดในพระราชสำนักเป็นประจำทุกปี


อ.เผ่าทองเล่าว่า "...กำหนดพระราชพิธีนี้เป็น 2 วันด้วยกัน
โดยในวันแรกจะเป็นการสังเวยพระป้ายก่อน
คือพระป้ายพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4    กับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี 

และพระป้ายพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  กับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ

โดยพระป้ายทั้ง 2 องค์นี้จารึกเป็นภาษาจีน  บนแผ่นไม้จันทน์หอม มีการแกะสลักลวดลายจีนและลงรักปิดทองที่ขอบพระป้าย   เชิญประดิษฐานอยู่ในซุ้มเรือนแก้วแบบเก๋งจีน ที่แกะสลักลงรักปิดทองอย่างวิจิตรยิ่ง  ตั้งอยู่ ณ ท้องพระโรงกลางพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน อยุธยา
โดยจะมีการสังเวยพระป้ายดังกล่าวมาแล้วนี้ในวันที่ตรงกับวันไหว้ของจีน

ส่วนวันที่สองหรือวันถัดมาที่ตรงกับวันตรุษจีน คือวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1
ตามปฏิทินจีน จะเป็นการสังเวยพระป้ายที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร


โดยพระป้ายจะแปลกออกไป คือเป็นเทวรูปหล่อ ทรงเครื่องกษัตริยาธิราช  พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายจีบขึ้นเสมอพระอุระ  เหมือนกับองค์พระสยามเทวาธิราชทุกประการ
แต่พระพักตร์ลักษณะเหมือนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ประดิษฐานอยู่ในซุ้มเรือนแก้วแบบจีน ทำด้วยไม้จันทน์หอม แกะสลักลวดลายลงรักปิดทอง  พร้อมฉัตร 5 ชั้นตั้งเคียงอยู่ 2 ข้าง   และมีพระปรมาภิไธยจารึกไว้ด้านหลังของซุ้มเรือนแก้วนั้นเป็นภาษาจีน


พระราชพิธีสังเวยพระป้ายนี้เริ่มมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 5 จนปัจจุบัน
เครื่องสังเวยหรือเครื่องไหว้ของหลวงนั้นจะเป็นเครื่องคู่ คือมีอย่างละ 2 สำรับ   ประกอบด้วยหัวหมู เป็ด ไก่ ขนมเข่ง ขนมเปี๊ยะ ซาลาเปา ผลไม้ กระดาษเงิน กระดาษทอง   วิมานเทวดาที่ทำด้วยกระดาษ ผ้าสีชมพู ประทัด ดอกไม้ ธูป เทียนเงิน เทียนทอง

ในเวลาที่จะสังเวยนั้น พระเจ้าอยู่หัวจะทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะ  และทรงจุดธูปหาง คือธูปยาวๆอย่างที่พวกเราใช้จุดกันทั่วไป  แล้วทรงปักที่เครื่องสังเวยทั้งหมด เจ้าพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร ดุริยางค์  แล้วทรงเผากระดาษเงินกระดาษทอง เมื่อธูปที่เครื่องสังเวยหมดดอก   เจ้าพนักงานจึงจะลาเครื่องสังเวยออก แล้วนำวิมานเทวดาไปปักในแจกันใต้เครื่องบูชา   พร้อมทั้งผูกผ้าสีชมพู เป็นเสร็จพิธี ...."

นอกจากสองสถานที่ที่ อ.เผ่าทองเล่าไว้นี้แล้ว ประเพณีการไหว้เจ้าแผ่นดินที่สำคัญอีกที่หนึ่ง คือที่วัดอรุณราชวราราม ซึ่งได้มีการอัญเชิญป้ายสถิตพระวิญญาณสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อายุกว่า 100 ปีออกมาให้พี่น้องประชาชนได้สักการะบูชากันเป็นครั้งแรกด้วย

(ขอบคุณภาพจาก เดลินิวส์ออนไลน์)

ป้ายสถิตพระวิญญาณฯที่กล่าวถึงนี้ ก็เป็นป้ายที่ทำขึ้นตามธรรมเนียมความเชื่อของคนจีน ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีการถ่ายรูป ก็จะทำป้ายจารึกชื่อ แซ่ อายุของบรรพบุรุษไว้บูชา เชื่อกันว่า ดวงวิญญาณส่วนหนึ่งของบรรพบุรุษจะสถิตอยู่ในป้ายนั้น ป้ายสถิตพระวิญญาณสมเด็จพระเจ้าตากสินนี้ก็เช่นกัน โดยป้ายนี้เป็นป้ายที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย จะนำออกให้ประชาชนสักการะบูชาระหว่างวันที่ 22-29 ม.ค.นี้

ก็ถือว่าเป็นกิจกรรมดีๆ ที่นอกจากจะเป็นการสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน แล้วยังเป็นการเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิตด้วย เพราะเป้นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที อันเป็นเครื่องหมายของคนดี และเป็นคุณธรรมข้อสำคัญที่ช่วยเสริมส่งให้ชีวิตประสบแต่สิ่งดีๆ มีความเจริญก้าวหน้าด้วย

ขอให้โชคดีต้อนรับวันตรุษจีน ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ครับ^_^




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น