คำทักทาย

ขอบคุณที่แวะมาเติมเต็มสิ่งดีๆให้กันและกันครับ ^_^

12 มกราคม 2555

ใช้ความคิดของผู้ใหญ่ และหัวใจของเด็กน้อย

      ชื่อบทความนี้ ผมได้มาจากแนวคิดของพี่มอส ปฏิภาณ ปฐวิกานต์ ที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสารเครืออัมรินทร์ฉบับหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน แต่ผมยังจำได้แม่นยำ(แม้จะยังนึกชื่อนิตยสารฉบับนั้นไม่ออกในตอนนี้ แฮะๆ)

 
   พี่มอสขยายความว่า ในการที่เราจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ จำต้องอาศัยสองอย่างนี้ คือ ความคิดแบบผู้ใหญ่ และหัวใจแบบเด็ก

  ความคิดแบบผู้ใหญ่ คือ คิดอย่างสร้างสรรค์ รอบคอบ พิจารณาถึงผลได้ผลเสียในทุกด้าน มองโลกตามความเป็นจริง

  ในขณะที่หัวใจแบบเด็กน้อย คือ การมีจิตใจที่ใสซื่อ บริสุทธิ์ เป็นหัวใจที่ปราศจากภาระหนักอึ้ง จึงสามารถโบยบินได้อย่างอิสระ ไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคจนเกินเหตุ

  และการมีหัวใจของเด็กน้อยนี่ีเอง ที่ผมจะนำมากล่าวถึง ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติที่กำลังจะเวียนมาถึงอีกปีหนึ่ง

  ทุกคนคงไม่ปฏิเสธว่า ประสบการณ์ชีวิตในวัยเด็กเป็นความทรงจำที่สดใส งดงาม และทุกคนก็หวนหามัน แม้ว่าบางคนอาจจะมีวัยเด็กที่ไม่สวยงามนัก แต่ร้อยทั้งร้อย-หากให้เลือกย้อนเวลากลับไปได้ ก็คงอยากย้อนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

  ตอนที่เราเป็นเด็ก มองเห็นโลกในมุมที่ไม่กว้างเท่าผู้ใหญ่ แต่โลกที่เราเห็นอาจจะลึกกว่าที่ผู้ใหญ่มองเสียอีก เพราะโลกที่เรามองเห็นนั้นนอกจากจะเป็นภาพจริงแล้ว ยังมีภาพแห่งความฝันและจินตนาการ้อนอยู่ด้วย ซึ่งภาพนั้นเองช่วยแต่งเติมโลกเดิมในด้านที่สวยงามอยู่แล้วให้ยิ่งงดงามขึ้นอีก และช่วยลดเลือนด้านที่เลวร้ายให้ดูน่ากลัวน้อยลง หรือแทบจะไม่เหลืออยู่เลยด้วยซ้ำ

  "ครูอ้อย" ฐิตินาถ ณ พัทลุง กล่าวไว้ในหนังสือ "เข็มทิศจิตใต้สำนึก"


อันเป็นงานเขียนล่าสุดของเธอว่า หากเราลองย้อนไปดูความรู้สึกในวัยเด็กของเรา จะพบว่า ความรู้สึกตอนนั้น เราแทบจะไม่กลัวอะไรเลย เราพร้อมที่จะเรียนรู้ทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง ที่ตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วกลับมองว่ายากที่จะฝึกหัดหรือเรียนรู้

  ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่า หากเริ่มต้นฝึกหัดหรือเรียนรู้สิ่งใดๆในวันเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรี กีฬา หัดขับขี่รถ หรืออื่นๆ จะเรียนรู้และเป็นง่ายกว่าตอนมาหัดเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

  แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า หากพ้นช่วงวัยเด็กมาแล้ว ไม่เหมาะที่จะฝึกหัดหรือเรียนรู้อะไรใหม่ๆ  อย่าลืมว่ามนุษย์เรามีสักยภาพมากพอที่จะเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ขอเพียงมีความตั้งใจจริง

  ซึ่งความตั้งใจจริงที่ว่านี่แหล่ะ คือการดึงเอาหัวใจของวัยเด็กกลับมาใช้อีกครั้ง ลองตัดความวิตกกังวลเกินเหตุทั้งหลายแหล่ออกไป หันมาสนุกกับการได้ทำสิ่งนั้นๆ ทำถูกบ้างผิดบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร เหมือนเด็กน้อยหัดขี่จักรยาน ก็ต้องมีล้มลุกคลุกคลาน เจ็บตัวกันบ้าง แต่เด็กน้อยก็ยังลุกขึ้นมาได้ใหม่ เพราะเขายังสนุก ตื่นเต้นกับมัน



  และยิ่งเมื่อได้หัวใจของเด็กน้อยมารวมกับการใช้ความคิดแบบผู้ใหญ่ ซึ่งมีความสุขุม รอบคอบมากขึ้น เชื่อเถอะครับว่า โอกาสที่จะประสบความสำเร็จย่อมมีมากขึ้นแน่นอน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น