มีงานทำ...ยุ่ง..วุ่นวายทั้งวัน-ไม่ได้หยุด ชีวิตในแต่ละวันถูกบรรจุด้วยสารพัดกิจกรรม แทบไม่มีเวลาว่างเป็นของตัวเอง ใครถามก็บอกว่าไม่ว่างตลอด นัยว่าออกจะเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจกับความเป็นคนไม่อยู่นิ่งของตัวเอง
แต่พอผ่านไปนานเข้า...มารู้สึกตัวอีกที...มองย้อนกลับไป...กลับรู้สึกว่าที่ผ่านๆมา ชีวิตมันว่างเปล่า ทั้งๆที่บอกตัวเองและใครต่อใครด้วยประโยคที่ว่า ...กำลังยุ่งอยู่...เสมอมา
สองสามปีมานี้ผมเกิดความรู้สึกทำนองนี้บ่อยครั้ง และก็เก็บความสงสัยไว้เรื่อยมาว่า เพราะเหตุใดจึงรู้สึกอย่างนั้น
จนกระทั่งได้เจอคำตอบ จากข้อเขียนของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ในบทความ "ควรทำอะไรในชีวิตนี้" ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งในหนังสือ "ธรรมะพารวย"
ผมขออนุญาตนำเอาเนื้อหาตรงส่วนนั้นมาให้อ่านกันครับ
"....ตามปกติคนเรามักชอบทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ทำโน่นทำนี่ไม่มีหยุด บางเรื่องแม้ไม่ใช่หน้าที่ของตนก้ยังอุตส่าห์สอดตัวเข้าไปทำ ส่วนเรื่องที่เป็นหน้าที่โดยตรงกลับไม่ทำ รับปากช่วยใครต่อใครเขาไปทั่วราชอาณาจักร บำเพ็ญตนเป็นมิสเตอร์ "YES" กับทุกคนและทุกงานที่ยื่นมาขอความช่วยเหลือ จนเพื่อนๆให้สมญาเป็น "หลวงอาสาประชานุกุลกิจ"หรือเป็น "พระยาเผด็จกิจประชากร"....."
"....คนที่ทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตอย่างนี้ บ่อยครั้งและมากคนเมื่อเสร็จงานแล้ว อดที่จะถามตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมกลับรู้สึกว่าชีวิตว่างเปล่า เบาโหวง เดียวดาย ไร้ความสุข นั่นเป็นเพราะอะไร ตอบตามนัยของตอลสตอยก็คือ เป็นเพราะว่าเขาทำงานทุกอย่าง แต่ลืมทำ"ความดี"....."
"....งานทุกงานที่ไม่มีส่วนผสมของความดีเจือปนอยู่ด้วย เป็นงานที่จะสูบเอาความสุข ความปีติ เบิกบาน และความมีชีวิตชีวาออกไปจากตัวเรา แล้วก็ค่อยๆกลืนเอาความรู้สึกดีงามพร้อมทั้งเยาวภาพในหัวใจของเราให้เลือนหายหรือให้เหลือน้อยลงทุกที จนมีสภาพไม่ต่างไปจากหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง....."
".....คนที่ทำงานซึ่งไม่มีส่วนผสมของความดีแทรกเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจอยู่ด้วยเช่นนี้ จิตใจจะผ่องใสเบิกบานได้อย่างไร ขืนทำงานที่ขาดความดีเป็นน้ำเชื่อมไปนานๆ ก็จะมีแต่งานที่ตนทำสำเร็จเป็นอนุสรณ์ ส่วนคนทำก็จะ "เสร็จ" เพราะบ้าทำงานในไม่ช้า...."
"...คนที่ตายคาโต๊ะทำงานส่วนมากก็เพราะมัวงกทำแต่งานจนลืมทำความดีที่น่าจะมีแทรกอยู่ในงานดังกล่าวมานี้เอง..."
เป็นข้อคิดที่คงจะไขข้อข้องใจสำหรับใครบางคนที่รู้สึกว่า ทำงานไปวันต่อวัน เหนื่อยแทบตาย-แต่เหมือนไม่ได้อะไรเลย ก็คงต้องลองหันกลับไปมอง และทบทวนดูหน่อยแล้วละครับว่า เรามุ่งทำแต่งานเพื่อความสำเร็จมากเกินไปอย่างที่พระอาจารย์ท่านบอกหรือเปล่า
จริงอยู่ครับ...คนทำงานก็ต้องหวังผลสำเร็จกันทั้งนั้น แต่การตั้งหน้าตั้งตาพุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างเดียว บางทีมันก็ทำให้เราพลาดสิ่งอื่นๆที่ควรจะได้รับในระหว่างการทำงานไปอย่างน่าเสียดาย
เคยมีคนเปรียบเทียบไว้ว่า ชีวิตการทำงานก็เหมือนกับการเดินทาง การมองไปข้างหน้าเพื่อค้นหาเป้าหมายคือความสำเร็จเป้นสิ่งที่ดี แต่จะดียิ่งกว่านั้น ถ้าเรายอมเดินให้ช้าลงนิดนึง แล้วมองหาความสุนทรียภาพที่อยู่ระหว่างทางบ้าง
เมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว จะได้ไม่รู้สึกว่า เดินมาตั้งไกล ไม่เห็นได้อะไรติดไม้ติดมือมาบ้างเลย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น